The Devil on Trial (2023) พิพากษาปีศาจ – คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ “ปีศาจสั่งให้ฉันทำ” การต่อสู้คดีในชั้นศาล และเบื้องลึกเทปบันทึกเสียงไล่ผีตระกูลวอร์เรนบน Netflix
ในฐานะภาพยนตร์สารคดีอาชญากรรมจริงผสมผสานเรื่องราวเหนือธรรมชาติ (True Crime Supernatural Documentary) บนแพลตฟอร์ม Netflix ผลงานการกำกับของ คริสโตเฟอร์ โฮลต์ (Christopher Holt) The Devil on Trial (2023) พาผู้ชมดำดิ่งสู่จุดเริ่มต้นของคดีดังทางประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1981 หรือที่รู้จักกันในนามคดี “The Devil Made Me Do It” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักของภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดังอย่าง The Conjuring: The Devil Made Me Do It (2021) สารคดีเรื่องนี้ตีแผ่คดีแรกและคดีเดียวในประวัติศาสตร์ศาลอเมริกันที่ทนายจำเลยพยายามใช้ข้ออ้าง “การถูกปีศาจเข้าสิง” มาเป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อพ้นผิดจากข้อหาฆาตกรรม
เรื่องย่อ: พิธีกรรมไล่ผีเด็กชาย คดีแทงเจ้าของบ้านเช่า และข้ออ้างปีศาจสิงในชั้นศาล
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1980 ณ เมืองบรุกฟิลด์ รัฐคอนเนตทิคัต “เดวิด แกลตเซล” เด็กชายวัย 11 ขวบ เริ่มแสดงพฤติกรรมผิดปกติอย่างรุนแรง กรีดร้อง พ่นคำสบประมาทด้วยเสียงทุ้มต่ำ และอ้างว่ามองเห็นร่างเงาสีดำน่าสะพรึงกลัว ครอบครัวที่สิ้นหวังจึงติดต่อขอความช่วยเหลือจาก “เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน” (Ed & Lorraine Warren) สองสามีภรรยานักปีศาจวิทยาชื่อดัง เพื่อเข้าทำพิธีขับไล่ผีร่วมกับบาทหลวงนิกายคาทอลิก
ระหว่างการทำพิธีหลายครั้งอันตึงเครียด “อาร์เน เชเยน จอห์นสัน” ชายหนุ่มวัย 19 ปี ซึ่งเป็นคู่หมั้นของ เด็บบี (พี่สาวของเดวิด) ได้ตะโกนท้าทายสิ่งชั่วร้ายให้ออกจากร่างเด็กชายแล้วเข้ามาสิงในร่างของเขาแทน หลังจากนั้นไม่นาน เดวิดหายเป็นปกติ แต่อาร์เนกลับเริ่มมีอาการเหม่อลอย หวาดระแวง และมองเห็นภาพหลอน
เหตุการณ์บานปลายสู่โศกนาฏกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1981 เมื่ออาร์เนเกิดปากเสียงอย่างรุนแรงกับ “อลัน โบโน” เจ้าของบ้านเช่าและนายจ้างของเขา ก่อนที่อาร์เนจะชักมีดพกออกมาแทงโบโนซ้ำๆ หลายครั้งจนเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เมื่อถูกจับกุม อาร์เนจำเหตุการณ์ไม่ได้และอ้างว่าเขาถูกอำนาจมืดครอบงำ ทนายความ มินเนลลา จึงตัดสินใจสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลว่า “จำเลยไม่มีความผิด เนื่องจากถูกปีศาจสิงสู่” นำไปสู่การไต่สวนระดับชาติที่เปิดฉากการปะทะกันระหว่างหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์กับความเชื่อทางศาสนา
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
The Devil on Trial (2023) โดดเด่นด้วย การเปิดเผยฟุตเทจและเทปบันทึกเสียงของจริง (Authentic Audio Tapes & Archival Footage) สารคดีนำเทปบันทึกเสียงการทำพิธีขับไล่ผีของตระกูลวอร์เรนในเหตุการณ์จริงเมื่อปี 1980 มาเปิดให้ฟังแบบชัดเจน ทั้งเสียงขู่คำราม เสียงสวดละติน และความโกลาหลภายในบ้าน ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศขนหัวลุกโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคตุ้งแช่แบบภาพยนตร์เล่าเรื่อง
ความยอดเยี่ยมของสารคดีเรื่องนี้คือ การเปิดพื้นที่ให้มุมมองคู่ขนานและการรื้อสร้างความจริง (Skeptical Counter-Narrative) คริสโตเฟอร์ โฮลต์ ไม่ได้ชวนเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจเพียงด้านเดียว แต่พาผู้ชมไปสัมภาษณ์บุคคลจริงในเหตุการณ์ รวมถึง “คาร์ล แกลตเซล” พี่ชายคนโตของเดวิด ผู้ลุกขึ้นมาเปิดโปงอีกด้านของเรื่องราว ทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การใช้ยาระงับประสาท ไปจนถึงข้อสงสัยว่าสองสามีภรรยาวอร์เรนอาจใช้ประโยชน์จากความเปราะบางของครอบครัวนี้เพื่อสร้างชื่อเสียงและผลประโยชน์ทางการค้า
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- เทปเสียงบันทึกการไล่ผีของจริง: หลักฐานชิ้นสำคัญจากยุค 80s ที่บันทึกเสียงการปะทะคารมระหว่างบาทหลวงกับเสียงประหลาดของเดวิด แกลตเซล
- บทสัมภาษณ์เปิดใจของ Arne Cheyenne Johnson: จำเลยตัวจริงในคดีที่มานั่งเล่าความทรงจำ ความรู้สึกผิด และสิ่งที่เขาเชื่อว่าเกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ
- การตั้งคำถามต่อบทบาทของ Ed และ Lorraine Warren: การสะท้อนมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มองว่าตระกูลวอร์เรนอาจขยายความเชื่อจนบดบังความจริงทางการแพทย์
- การผสมผสานงานดราม่าจำลองเหตุการณ์ (Re-enactment): การแสดงจำลองภาพเหตุการณ์ในอดีตที่จัดแสง โทนภาพ และคอสตูมย้อนยุคได้อย่างแนบเนียนและน่าขนลุก
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว True Crime, Paranormal Documentary, The Conjuring Universe Lore และ Legal Mystery: สารคดีที่เปิดโปงทั้งเบื้องหน้าความเชื่อและเบื้องหลังความเป็นจริงของคดีประวัติศาสตร์ได้อย่างชวนติดตาม