Monkey King: Hero Is Back (2015) ไซอิ๋ววานรผู้พิทักษ์ – กำเนิดใหม่ราชาวานร หมัดกอบกู้ศรัทธา และหมุดหมายประวัติศาสตร์แอนิเมชันจีน
ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามผลงานแอนิเมชันระดับปรากฏการณ์และการดัดแปลงวรรณกรรมคลาสสิก (Landmark Chinese Animation & Mythological Epic Masterpiece) มาอย่างต่อเนื่อง Monkey King: Hero Is Back (2015) ไซอิ๋ววานรผู้พิทักษ์ กำกับโดย เถียนเสี่ยวเผิง (Tian Xiao Peng) คือภาพยนตร์แอนิเมชัน 3D ฟอร์มยักษ์ที่สร้างประวัติศาสตร์ทำรายได้ถล่มทลายและจุดชนวนยุคทองของอุตสาหกรรมแอนิเมชันจีนยุคใหม่ (Guoman) โดยหยิบยกวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง “ไซอิ๋ว” มาตีความใหม่ผ่านมุมมองที่แปลกตา เล่าเรื่องราวของราชาวานรผู้สูญสิ้นพลัง ความเย่อหยิ่งที่ถูกลดทอน และการทวงคืนจิตวิญญาณแห่งฮีโร่ผ่านสายสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ของเด็กน้อย
เรื่องย่อ: ราชันผู้ถูกจองจำ สู่การตื่นขึ้นเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจาก “ซุนหงอคง” (Sun Wukong) อาละวาดสรวงสวรรค์จนถูกพระพุทธองค์ลงทัณฑ์สะกดไว้ใต้ภูเขาเบญจคีรีเป็นเวลานานถึง 500 ปี พลังเวทอันไร้เทียมทานถูกผนึกไว้ด้วยตราพันธนาการที่ข้อมือ ทำให้เขากลายเป็นเพียงวานรธรรมดาที่เต็มไปด้วยความคับแค้นและหมดสิ้นความหวัง
จนกระทั่งวันหนึ่ง “หลิวเอ๋อร์” เณรน้อยกำพร้าจิตใจบริสุทธิ์ผู้หลงใหลในตำนานราชาวานร ได้หลบหนีการตามล่าของฝูงปีศาจที่จับเด็กทารกไปสังเวย และบังเอิญพลัดหลงเข้าไปในถ้ำใต้หุบเขา การกระทำโดยไม่ตั้งใจของเด็กน้อยได้ช่วยปลดปล่อยหงอคงออกมาจากการคุมขัง
แม้จะได้รับอิสรภาพ แต่หงอคงกลับพบว่าตนเองยังไม่สามารถใช้ฤทธานุภาพดั้งเดิมได้ หงอคงที่เย็นชาและรำคาญความเจื้อยแจ๋วของหลิวเอ๋อร์พยายามจะตีจาก ทว่าเมื่อฝูงปีศาจออกตามล่าเด็กน้อยและชาวบ้านอย่างไม่ลดละ เสียงเรียกหาความช่วยเหลือและความศรัทธาอันแรงกล้าของหลิวเอ๋อร์ที่มองว่าเขาคือ “ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่” เสมอมา ได้กลายเป็นประกายไฟสำคัญที่หลอมละลายหัวใจอันด้านชาของราชาวานร ปลุกสัญชาตญาณผู้พิทักษ์ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อทำลายพันธนาการและปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
Monkey King: Hero Is Back (2015) โดดเด่นด้วย การกำกับคิวบู๊ที่ผสมผสานศิลปะการต่อสู้กังฟูเข้ากับสไตล์แอนิเมชันสมัยใหม่ (Dynamic Wuxia Choreography & Fluid CGI) งานภาพมีความลื่นไหล ออกแบบฉากต่อสู้อย่างดุเดือด ฉับไว และมีน้ำหนักสมจริง ผสานกับงานดีไซน์ตัวละครที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะรูปลักษณ์ของซุนหงอคงที่ดูดิบ เท่ แปลกแยกจากภาพจำเดิมๆ เสริมด้วยดนตรีประกอบที่หยิบดนตรีพื้นบ้านอุปรากรจีนมาเรียบเรียงใหม่ด้วยซาวด์ร็อกและออร์เคสตราได้อย่างทรงพลัง
ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การเปลี่ยนแกนเรื่องจาก “อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์” สู่ “การเรียนรู้คุณค่าของความเสียสละ” (From Demigod to True Hero) หนังไม่ได้มองว่าความเก่งกาจเกิดจากพลังอำนาจ แต่เกิดจากจิตใจที่พร้อมจะยืนหยัดเพื่อผู้อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างหงอคงกับหลิวเอ๋อร์สะท้อนการเยียวยาบาดแผลทางใจและการก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- หมุดหมายแห่งแอนิเมชันจีนยุคใหม่: ผลงานต้นแบบที่เปิดประตูให้แอนิเมชันฟอร์มยักษ์รุ่นหลังอย่าง Ne Zha และ White Snake ก้าวสู่ระดับโลก
- ฉากปลดผนึกพลังช่วงไคลแมกซ์: จังหวะคืนฟอร์มราชาวานรพร้อมชุดเกราะทองและผ้าคลุมแดงที่สร้างความตื่นตาตื่นใจระดับตำนาน
- มิติความสัมพันธ์สุดซาบซึ้งระหว่างหงอคงและหลิวเอ๋อร์: มุกตลกที่น่ารักและความผูกพันที่เรียกน้ำตาคนดูได้อย่างทรงพลัง
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Chinese Animation, Mythological Fantasy, Martial Arts Action และ Family Adventure: ภาพยนตร์แอนิเมชันระดับขึ้นหิ้งที่ให้ทั้งความสนุก ความมัน และแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม