เนื้อเรื่องย่อ

Liz and the Blue Bird (2018) – ลิซกับนกสีฟ้า บทเพลงแห่งการปล่อยมือ สู่แอนิเมชันมาสเตอร์พีซสะท้อนความสัมพันธ์อันเปราะบางของ นาโอโกะ ยามาดะ

ในฐานะภาพยนตร์แอนิเมชันดราม่าแนวดนตรี-คัตออฟไลฟ์ระดับปรากฏการณ์ (Subtle Coming-of-Age Psychological Masterpiece) ภาคแยกสปินออฟจากจักรวาล Sound! Euphonium โดยสตูดิโอ Kyoto Animation Liz and the Blue Bird (2018) ผลงานการกำกับของ นาโอโกะ ยามาดะ (Naoko Yamada จาก A Silent Voice / รักไร้เสียง) ร่วมกับนักเขียนบทคู่บุญ เรโกะ โยชิดะ (Reiko Yoshida) คือภาพยนตร์ชิ้นเอกที่กลั่นกรองอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของผู้หญิงวัยแรกรุ่นออกมาได้อย่างวิจิตรบรรจง หนังพาผู้ชมสำรวจความผูกพัน ความกลัวการพลัดพราก และการเรียนรู้ที่จะมอบอิสรภาพให้แก่คนที่เรารัก ผ่านสองเครื่องดนตรี โอโบ (Oboe) และ ฟลูต (Flute) ท่ามกลางการซ้อมดนตรีชิ้นสำคัญช่วงปีสุดท้ายของชีวิตมัธยมปลาย

เรื่องย่อ: นิทานปรัมปราในบทเพลง สู่กระจกสะท้อนตัวตนของมิโซเระและโนโซมิ

เรื่องราวเกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมปลายคิตะอุจิ มิโซเระ โยโรอิซึกะ (Mizore Yoroizuka ให้เสียงโดย อัตสึมิ ทาเนซากิ) มือโอโบผู้เงียบขรึม โดดเดี่ยว และเก็บตัว มีโลกทั้งใบหมุนรอบเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวคือ โนโซมิ คาซากิ (Nozomi Kasaki ให้เสียงโดย นาโอะ โทยามะ) มือฟลูตสาวผู้สดใส ร่าเริง และมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คน

ทั้งสองกำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันคอนเสิร์ตวงดุริยางค์เครื่องเป่าระดับจังหวัด โดยเพลงที่วงเลือกใช้บรรเลงคือบทเพลงโปรแกรมมิวสิก 4 องก์เรื่อง “ลิซกับนกสีฟ้า” (Liz and the Blue Bird) ซึ่งดัดแปลงจากนิทานพื้นบ้านว่าด้วยหญิงสาวผู้โดดเดี่ยวนามว่า ลิซ ผู้รับเลี้ยงเด็กสาวกำพร้าลึกลับที่มีตัวตนแท้จริงเป็นนกสีฟ้าแปลงกายมา แต่ท้ายที่สุดลิซจำต้องปล่อยนกตัวนั้นบินกลับสู่ท้องฟ้ากว้างเพื่อให้เธอได้มีอิสระ

ในท่อนดูเอต (Duet) ขององก์ที่ 3 ซึ่งต้องประสานเสียงระหว่างโอโบและฟลูต ทั้งมิโซเระและโนโซมิกลับไม่สามารถบรรเลงให้สอดประสานกันได้ มิโซเระมองว่าตัวเองคือ “ลิซ” ที่ไม่เคยต้องการปล่อยให้นกสีฟ้าอย่างโนโซมิบินจากไป ขณะที่โนโซมิผู้เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานกลับเริ่มตระหนักถึงช่องว่างทางพรสวรรค์ เมื่ออาจารย์สอนดนตรีแนะนำให้มิโซเระสอบเข้ามหาวิทยาลัยดนตรีชื่อดัง ขณะที่ตนเองกลับไม่มีใครเอ่ยชวน ความอิจฉา ความหวาดระแวง และความจริงที่ว่า “ใครกันแน่คือนกสีฟ้าที่กักขังปีกของอีกฝ่ายไว้” ค่อยๆ ปะทุขึ้น นำไปสู่การบรรเลงเดี่ยวครั้งประวัติศาสตร์ที่ปลดล็อกหัวใจของคนทั้งคู่

สุนทรียะแห่งภาพสีน้ำ ภาษาท่าทาง และเสียงดนตรีทดลอง

Liz and the Blue Bird (2018) โดดเด่นด้วยการแยกงานภาพออกเป็นสองรูปแบบอย่างมีชั้นเชิง เรื่องราวในโลกนิทานของลิซถูกวาดด้วยลายเส้นสมุดภาพและลงสีน้ำโทนพาสเทลชวนฝัน ขณะที่โลกความเป็นจริงในโรงเรียนถูกนำเสนอด้วยโทนสีมินิมอลโปร่งแสงและโฟกัสระยะตื้น (Shallow Depth of Field) ผู้กำกับ นาโอโกะ ยามาดะ ใช้เทคนิคกำกับแบบตัดเสียงบทสนทนา แล้วแทนที่ด้วย “ภาษากาย” (Body Language) เช่น จังหวะก้าวเดินของรองเท้าแตะ เสียงชายกระโปรงพัดไหว และการสบสายตาที่หลบเลี่ยง

ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การร่วมงานกับ เคนสุเกะ อุชิโอะ (Kensuke Ushio) ในการรังสรรค์ดนตรีประกอบแนวทดลอง (Musique Concrète) ที่ใช้เสียงเคาะโต๊ะ เสียงเปิดประตู และเสียงสะท้อนในห้องเรียนมาผสานกับตัวโน้ตดนตรีคลาสสิก ฉากการบรรเลงดูเอตในช่วงท้ายเรื่องไม่ได้เป็นเพียงแค่การเล่นดนตรี แต่คือบทสนทนาไร้คำพูดที่มิโซเระระเบิดพลังและพรสวรรค์ออกมาอย่างหมดเปลือก จนทำให้โนโซมิต้องยอมรับและยิ้มทั้งน้ำตา กลายเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวพ้นวัย (Coming-of-Age) ที่งดงามและกินใจที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกแอนิเมชัน

ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?

  • ผลงานกำกับชิ้นเอกของ นาโอโกะ ยามาดะ: การร้อยเรียงอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของผู้หญิงที่ไม่มีผู้กำกับคนไหนเลียนแบบได้
  • การแยกสไตล์ภาพสองโลกที่ตระการตา: งานภาพสีน้ำนิทานปรัมปราตัดสลับกับแอนิเมชันสมจริงระดับท็อปฟอร์มของ Kyoto Animation
  • ดนตรีประกอบแนวทดลองโดย เคนสุเกะ อุชิโอะ: การผสมผสานเสียงแวดล้อมเข้ากับบทเพลงออร์เคสตราได้อย่างทรงพลังและมีเอกลักษณ์
  • ฉากโซโล่โอโบองก์ที่ 3 ระดับขึ้นหิ้ง: ซีนไคลแมกซ์ทางดนตรีที่ปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นจนตราตรึงใจผู้ชม
  • ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Anime, Drama, Music, Coming-of-Age, LGBTQ+/Yuri Subtext: แอนิเมชันระดับกวีทางภาพยนตร์ที่สำรวจลึกถึงแก่นแท้ของความรักและอิสรภาพ

หนังฟรีที่คุณอาจจะชอบ

ประเภทหนัง