Darkest Hour (2017) – ชั่วโมงพลิกโลก วิกฤตการณ์ดันเคิร์ก สุนทรพจน์ปลุกใจ สู่ภาพยนตร์ดราม่า-ประวัติศาสตร์การเมืองชิงไหวชิงพริบระดับออสการ์ของ โจ ไรท์ และ แกรี่ โอลด์แมน
ในฐานะภาพยนตร์แนวดราม่า-ประวัติศาสตร์ชีวประวัติการเมืองระดับมาสเตอร์พีซ (Biographical Political Drama Masterpiece) Darkest Hour (2017) หรือในชื่อไทย ชั่วโมงพลิกโลก ผลงานการกำกับของ โจ ไรท์ (Joe Wright จาก Atonement และ Pride & Prejudice) เขียนบทโดย แอนโทนี แม็กคาร์เทน (Anthony McCarten) คือผลงานชั้นครูที่เจาะลึกห้วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ตึงเครียดที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ช่วงที่ระบอบเผด็จการนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ บดขยี้แผ่นดินยุโรปจนราบคาบ หนังส่งให้ แกรี่ โอลด์แมน (Gary Oldman) คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแปลงโฉมและสวมวิญญาณเป็น วินสตัน เชอร์ชิลล์ ร่วมประชันบทบาทกับ คริสติน สก็อตต์ โทมัส (Kristin Scott Thomas), ลิลี่ เจมส์ (Lily James) และ เบน เมนเดลโซห์น (Ben Mendelsohn)
เรื่องย่อ: ยุโรปลุกเป็นไฟ แรงกดดันเจรจาสันติภาพ สู่การลุกขึ้นสู้ยิบตา
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1940 ขณะที่กองทัพนาซีเยอรมันกำลังรุกคืบยึดครองยุโรปตะวันตก เนวิลล์ แชมเบอร์เลน ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิลล์ (รับบทโดย แกรี่ โอลด์แมน) ชายสูงวัยผู้มีนิสัยเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ และเคยมีประวัติความล้มเหลวทางยุทธการในอดีต ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจของทั้งพระเจ้าจอร์จที่ 6 (รับบทโดย เบน เมนเดลโซห์น) และสมาชิกร่วมพรรคอนุรักษนิยม
สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกว่า 300,000 นายถูกกองทัพเยอรมันต้อนจนมุมติดอยู่ ณ ชายหาดเมืองดันเคิร์ก ประเทศฝรั่งเศส คณะรัฐมนตรีสงคราม นำโดย ไวเคานต์ แฮลิแฟกซ์ และแชมเบอร์เลน ได้กดดันอย่างหนักให้เชอร์ชิลล์ยอมเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพกับฮิตเลอร์ผ่านคนกลางอย่าง มุสโสลินี แห่งอิตาลี เพื่อรักษาชีวิตทหารและเกาะอังกฤษจากการถูกทำลายล้าง
ท่ามกลางความโดดเดี่ยวและแรงกดดันมหาศาล เชอร์ชิลล์ต้องเลือกระหว่างการลงนามสัญญายอมจำนนเพื่อความอยู่รอด หรือการนำพาประเทศชาติที่กำลังไร้ทางสู้เข้าสู่สมรภูมิต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์จนถึงวินาทีสุดท้าย ด้วยแรงสนับสนุนเงียบๆ จากภรรยา คลีเมนไทน์ (รับบทโดย คริสติน สก็อตต์ โทมัส), เอลิซาเบธ เลย์ตัน เลขานุการส่วนตัว (รับบทโดย ลิลี่ เจมส์) และการได้ยินเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากประชาชนทั่วไปบนรถไฟใต้ดินลอนดอน เชอร์ชิลล์จึงรวบรวมความกล้าก้าวขึ้นสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ระดับตำนานที่จะเปลี่ยนทิศทางของสงครามโลกครั้งที่สองไปตลอดกาล
สุนทรียะแห่งแสงเงาใต้ดิน พลังสุนทรพจน์ และเมกอัปแปลงโฉมระดับออสการ์
Darkest Hour (2017) โดดเด่นด้วยงานกำกับภาพของ บรูโน เดลบอนเนล (Bruno Delbonnel) ที่เล่นกับแสงเงาสไตล์คอนทราสต์จัดจ้านในห้องประชุมลับใต้ดิน (Churchill War Rooms) ถ่ายทอดความอึดอัด คับแคบ และมืดมิดของสถานการณ์ได้อย่างทรงพลัง ตัดกับความโอ่อ่าของสภาเวสต์มินสเตอร์ ดนตรีประกอบโดย ดาริโอ มาเรียเนลลี (Dario Marianelli) ใช้เสียงเปียโนเรียบง่ายสลับกับเครื่องสายที่บีบคั้นจังหวะหัวใจ ช่วยเร่งเร้าอารมณ์ความตึงเครียดทางการเมืองได้อย่างถึงพริกถึงขิง
ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การแสดงของ แกรี่ โอลด์แมน ภายใต้เทคนิคการแต่งหน้าและเอฟเฟกต์แปลงโฉมที่คว้ารางวัลออสการ์ โอลด์แมนไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังถอดแบบทั้งน้ำเสียงการพูดที่แหบแห้ง ท่าทางการเดินค่อม และประกายไฟในดวงตาของเชอร์ชิลล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉากการกล่าวสุนทรพจน์ “We shall fight on the beaches” คือการระเบิดพลังการแสดงที่เปลี่ยนคำพูดให้กลายเป็นอาวุธสงครามที่ทรงอานุภาพที่สุดในประวัติศาสตร์
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การแสดงระดับประวัติศาสตร์ของ แกรี่ โอลด์แมน: บทบาทที่สมบูรณ์แบบจนกวาดรางวัลออสการ์ ลูกโลกทองคำ และบาฟตา
- คู่ขนานที่สมบูรณ์แบบของภาพยนตร์ Dunkirk: ถ่ายทอดเบื้องหลังการตัดสินใจทางการเมืองและการกอบกู้กองทัพ ณ หาดดันเคิร์ก
- การชิงไหวชิงพริบทางการเมืองในห้องลับ: ความกดดันของการเจรจา การเมืองฝ่ายค้าน และภาวะผู้นำในภาวะวิกฤต
- ศิลปะแห่งการใช้ ‘คำพูด’ เป็นอาวุธกอบกู้ชาติ: สุนทรพจน์ปลุกใจที่จะทำให้ผู้ชมขนลุกและตระหนักถึงพลังของวาทศิลป์
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Drama, History, War, Biography, Politics: ภาพยนตร์ที่พาไปสำรวจจิตใจของผู้นำในชั่วโมงที่มืดมนที่สุดได้อย่างงดงามและเข้มข้น