War for the Planet of the Apes (2017) – มหาสงครามพิภพวานร วังวนแห่งความแค้น พันธุ์สปีชีส์ที่กำลังดับสูญ และการปลดปล่อยสู่อิสรภาพ
War for the Planet of the Apes (2017) หรือในชื่อไทย มหาสงครามพิภพวานร กำกับโดย แมตต์ รีฟส์ (Matt Reeves) ร่วมเขียนบทโดย มาร์ก บอมแบก คือภาพยนตร์บทสรุปไตรภาคปรีเควลของแฟรนไชส์ Planet of the Apes ต่อจาก Rise (2011) และ Dawn (2014) หนังยกระดับจากไซไฟบล็อกบัสเตอร์สู่มหากาพย์ดราม่า-สงครามสไตล์คัมภีร์ไบเบิล (Biblical Epic) ที่สำรวจจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ และตราบาปแห่งความแค้น นำแสดงผ่านเทคโนโลยีโมชันแคปเจอร์โดย แอนดี เซอร์คิส (Andy Serkis) ร่วมด้วย วูดดี ฮาร์เรลสัน (Woody Harrelson), อะเมียห์ มิลเลอร์ (Amiah Miller) และ สตีฟ ซาห์น (Steve Zahn)
เรื่องย่อ: การลอบสังหารในเงามืด ไฟแค้นของผู้นำ สู่ค่ายกักกันทาสวานร
สองปีหลังจากการกบฏของโคบา ซีซาร์ (แอนดี เซอร์คิส) และฝูงวานรต้องทำสงครามยืดเยื้อกับกลุ่มทหารมนุษย์ “อัลฟ่า-โอเมก้า” ที่นำโดย ผู้พันแม็กคัลล็อก (วูดดี ฮาร์เรลสัน) ผู้เหี้ยมโหด แม้ซีซาร์จะพยายามเสนอสันติภาพและวางแผนอพยพเผ่าพันธุ์ข้ามทะเลทรายไปสู่ดินแดนใหม่ ทว่าผู้พันกลับนำกำลังบุกจู่โจมฐานที่มั่นและสังหารภรรยากับลูกชายคนโตของซีซาร์อย่างเลือดเย็น
ความสูญเสียจุดชนวนความแค้นจนทำให้ซีซาร์ยอมละทิ้งฝูงและเดินทางเดี่ยวร่วมกับพรรคพวกคนสนิทเพื่อตามล่าผู้พัน ระหว่างทางพวกเขาได้พบกับ “โนวา” เด็กหญิงมนุษย์ใบ้ที่ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ และ “แบดเอป” ลิงชิมแปนซีจากสวนสัตว์ ทว่าเมื่อไปถึงฐานทัพของศัตรู ซีซาร์กลับพบว่าฝูงวานรของเขาทั้งหมดถูกจับมาขังเป็นทาสเพื่อสร้างกำแพงป้องกันกองทัพมนุษย์ฝ่ายตรงข้าม ซีซาร์จึงต้องสลัดความแค้นส่วนตัว ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและผู้ปลดปล่อยฝูงวานรสู่อิสรภาพก่อนที่ทุกอย่างจะถูกทำลายด้วยหิมะถล่มและเพลิงสงคราม
สุนทรียะแห่งความหนาวเหน็บ โมชันแคปเจอร์ขั้นเทพ และมหากาพย์เชิงเปรียบเปรย
หนังโดดเด่นด้วยโทนภาพยนตร์สงครามที่เน้นบรรยากาศเย็นยะเยือก แสงเงาท่ามกลางภูเขาหิมะ และความเงียบงันที่บีบคั้นอารมณ์ ดนตรีประกอบของ ไมเคิล จิแอคคิโน ผสานท่วงทำนองอันโศกเศร้าและทรงพลัง เทคโนโลยี Motion Capture ของค่าย Weta Digital ก้าวสู่จุดสูงสุด โดยถ่ายทอดรายละเอียดริ้วรอย แววตา และอารมณ์ของซีซาร์ผ่านการแสดงของ แอนดี เซอร์คิส ได้อย่างลึกซึ้งไร้ที่ติ ขณะที่ วูดดี ฮาร์เรลสัน มอบการแสดงในบทบาทผู้พันที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความวิปลาสได้อย่างน่าเกรงขาม
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การแสดงระดับตำนานของ แอนดี เซอร์คิส: การถ่ายทอดบท “ซีซาร์” ที่ทรงพลังและควรค่าแก่การเข้าชิงรางวัลออสการ์
- บทสรุปไตรภาคที่สมบูรณ์แบบ: ปิดฉากการเดินทางของซีซาร์ได้อย่างยิ่งใหญ่ สะเทือนอารมณ์ และเปี่ยมด้วยความหมาย
- ความลุ่มลึกระดับภาพยนตร์ดราม่าชั้นยอด: หนังพาผู้ชมสำรวจความขัดแย้งทางศีลธรรม ความแค้น และธรรมชาติของมนุษย์
- งานซีจีโมชันแคปเจอร์ที่สมจริงที่สุด: การสร้างสรรค์ตัวละครวานรที่มีชีวิตและสื่อสารอารมณ์ผ่านทางสายตาได้อย่างน่าทึ่ง
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Sci-Fi Drama, War Epic, Motion Capture, Post-Apocalyptic, Blockbuster Masterpiece: หนึ่งในไตรภาคภาพยนตร์ไซไฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ยุคใหม่