The Devil’s Deal (2023) ดีลนรกคนกินชาติ – สงครามการเมืองใต้โต๊ะ ปริศนาเอกสารลับผังเมืองปูซาน และสัญญาสีเลือดเพื่ออำนาจ
ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานภาพยนตร์แนวอาชญากรรมการเมืองและนัวร์สืบสวนหักเหลี่ยมเฉือนคมระดับเอเชีย (Korean Political Crime Thriller & Noir Masterpiece) มาอย่างต่อเนื่อง The Devil’s Deal (2023) ดีลนรกคนกินชาติ หรือในชื่อภาษาเกาหลี Daehoe-won ผลงานการกำกับของ อีวอนแท (Lee Won-tae) ผู้กำกับชื่อดังจาก The Gangster, The Cop, The Devil คือภาพยนตร์การเมืองฟอร์มเดือดที่เปี่ยมด้วยบรรยากาศยุค 1990s ในเมืองปูซาน, การฟาดฟันชิงไหวชิงพริบอย่างไร้ความปรานี, และการตีแผ่ความโสมมของการเลือกตั้งที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตรา อิทธิพลมืด และการขายวิญญาณให้แก่ปีศาจ ภาพยนตร์พาผู้ชมไปติดตามชีวิตของนักการเมืองท้องถิ่นที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อเอาคืนผู้มีอิทธิพลที่เหยียบย่ำเขา
เรื่องย่อ: การหักหลังจากเบื้องบนสู่การเปิดโปงพิมพ์เขียวลับหมื่นล้าน
เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองปูซาน ปี 1992 ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติที่กำลังร้อนระอุ “จอนแฮอุง” (Jeon Hae-woong) นักการเมืองท้องถิ่นผู้ทุ่มเทและเป็นความหวังของประชาชน มั่นใจว่าจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคลงสมัคร ส.ส. ทว่าในนาทีสุดท้าย เขากลับถูกเขี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดีตามคำสั่งของ “ควอนซุนแท” (Kwon Soon-tae) ผู้ทรงอิทธิพลและนายหน้าการเมืองในเงามืดผู้ควบคุมอำนาจเบื้องหลังทั้งหมด
ด้วยความเค้นแค้นและไม่ยอมแพ้ แฮอุงตัดสินใจลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ และเพื่อพลิกเกม เขาได้ลักลอบนำ “เอกสารลับแผนพัฒนาผังเมืองปูซาน” ซึ่งเป็นความลับระดับชาติออกมา จากนั้นจึงนำข้อมูลนี้ไปจับมือทำข้อตกลงลับกับ “คิมพิลโด” (Kim Pil-do) หัวหน้าแก๊งมาเฟียเงินกู้นอกระบบ เพื่อแลกกับทุนมหาศาลในการทำสงครามหาเสียง การเปิดโปงแผนที่ลับทำให้คะแนนนิยมของแฮอุงพุ่งสูงขึ้นจนสั่นคลอนเก้าอี้ของฝ่ายตรงข้าม ทว่าเมื่อควอนซุนแทเริ่มตอบโต้ด้วยการใช้อำนาจรัฐ สื่อ และกำลังใต้ดินเข้าบดขยี้ แฮอุงจึงต้องเลือกว่าจะยอมจำนน หรือจะยอมละทิ้งความเป็นมนุษย์และทำ “สัญญากับปีศาจ” เพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุด
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
The Devil’s Deal (2023) โดดเด่นด้วย บทสนทนาและเกมการเมืองใต้โต๊ะที่เชือดเฉือน ดุดัน และคาดเดาไม่ได้ (Machiavellian Intrigue & Razor-Sharp Political Tension) การขับเคี่ยวระหว่างสามขั้วอำนาจ ทั้งนักการเมือง มาเฟีย และผู้มีอิทธิพลในเงามืด ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเข้มข้น ผสานกับการประชันบทบาทระดับปรมาจารย์ของ โชจินอุง (Cho Jin-woong) ในบทแฮอุง ที่ถ่ายทอดพัฒนาการจากนักการเมืองผู้มีอุดมการณ์สู่คนที่ถูกอำนาจครอบงำได้อย่างน่าขนลุก ปะทะกับ อีซองมิน (Lee Sung-min) ในบทควอนซุนแท ผู้ทรงอิทธิพลจอมบงการที่สุขุมเยือกเย็นและน่าเกรงขาม ร่วมด้วย คิมมูยอล (Kim Mu-yeol) ในบทเจ้าพ่อมาเฟียสายโหด
ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การสะท้อนสัจธรรมความเสื่อมทรามของวงการการเมือง (A Bleak Commentary on Power, Corruption, and Moral Decay) หนังชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสมรภูมิแห่งอำนาจ ไม่มีคำว่ามิตรแท้หรืออุดมการณ์ มีเพียงผลประโยชน์และการเอาชนะ และผู้ที่ต้องการเป็นใหญ่ในโลกการเมือง จำเป็นต้องยอมแลกด้วยการกลืนกินจิตวิญญาณของตนเอง
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- การประชันฝีมือขั้นเทพของ Cho Jin-woong และ Lee Sung-min: การฟาดฟันทางอารมณ์และสงครามจิตวิทยาที่สะกดคนดูทุกฉาก
- การจำลองบรรยากาศปูซานยุค 90s: งานกำกับศิลป์ โทนภาพ แฟชั่น และกลิ่นอายคลาสสิกนัวร์ที่ประณีต
- การพลิกบทบาทสุดดิบของ Kim Mu-yeol: การสวมบทบาทเจ้าพ่อเงินกู้ที่พร้อมใช้กำลังและความรุนแรง
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Political Thriller, Crime, Noir, Mafia และ Korean Cinema: ภาพยนตร์การเมืองสายดาร์กที่เดินเรื่องสนุก ดุเดือด ลุ้นระทึก และทิ้งความสะเทือนใจในบทสรุป