This That and Everything in Between (2026) – โน่น นี่ นั่น ชีวิตมันก็วุ่นแบบนี้ รอยร้าวในวัยสามสิบ ปาร์ตี้วันเกิดที่ล่มไม่เป็นท่า และเศษเสี้ยวความสุขในความยุ่งเหยิง
This That and Everything in Between (2026) หรือในชื่อไทย โน่น นี่ นั่น ชีวิตมันก็วุ่นแบบนี้ ภาพยนตร์แนวคอเมดี-ดราม่าสะท้อนชีวิตเมือง (Urban Indie Dramedy / Slice of Life) ที่หยิบยกวิกฤตวัยสามสิบต้นๆ (Quarter-Life Crisis) ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน (Burnout) และความสัมพันธ์ยุคดิจิทัลที่ฉาบฉวยแต่วุ่นวาย มาถ่ายทอดด้วยลีลาตลกร้าย มีสไตล์ และอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด หนังเล่าเรื่องราวของคนธรรมดาในมหานครที่ไม่สามารถควบคุมอะไรในชีวิตได้เลยสักอย่าง แต่กลับต้องหาทางก้าวเดินต่อไปท่ามกลางความอลหม่านในแต่ละวัน
เรื่องย่อ: หนึ่งสัปดาห์สุดวินาศ สัญญาเช่ากำลังหมด สู่การจัดระเบียบหัวใจที่พังทลาย
เรื่องราวติดตาม “แคลร์” ฟรีแลนซ์นักออกแบบกราฟิกวัย 32 ปี ที่ตื่นขึ้นมาพบว่าสัปดาห์นี้คือก้นบึ้งของชีวิต: แฟนหนุ่มที่คบกันมา 5 ปีตัดสินใจขอ “พักความสัมพันธ์” โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เจ้าของห้องพักส่งจดหมายแจ้งขึ้นค่าเช่าพรวดพราด และโปรเจกต์งานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตถูกลูกค้าสั่งแก้แบบรื้อทำใหม่ทั้งหมดในเวลาจำกัด
เพื่อหนีจากความจริงอันโหดร้าย เพื่อนสนิทสองคนที่มีปัญหาชีวิตยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน—หนึ่งคนเป็นนักดนตรีอินดี้ที่ตกงาน และอีกคนเป็นผู้จัดการร้านกาแฟที่กำลังสับสนในรสนิยมทางเพศ—ได้ลากเธอออกไปตระเวนราตรี จัดปาร์ตี้วันเกิดล่วงหน้า และออกเดินทางตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ การเดินทางระยะสั้นในรอบ 7 วันพาพวกเขาไปเจอกับผู้คนแปลกประหลาด บทสนทนาไร้สาระที่แฝงสัจธรรม และเหตุการณ์ไม่คาดฝันสารพัดอย่าง ทำให้แคลร์เริ่มเข้าใจว่าชีวิตไม่ได้จำเป็นต้องมีแผนการที่สมบูรณ์แบบเสมอไป และความสุขอาจซ่อนอยู่ใน “โน่น นี่ นั่น” ระหว่างทางที่เธอมองข้ามไป
สุนทรียะแห่งความสมจริง บทสนทนาที่ไหลลื่น และโทนภาพเมืองหลวงอันมีชีวิตชีวา
หนังโดดเด่นด้วยบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติสไตล์ Mumblecore ผสมความคมคายของบทภาพยนตร์แนว Woody Allen หรือ Noah Baumbach งานกำกับภาพใช้การเคลื่อนกล้องแบบถือด้วยมือ (Handheld Camera) ตามติดอารมณ์ของตัวละคร ให้ความรู้สึกใกล้ชิดและจริงใจ โทนแสงอบอุ่นของร้านกาแฟยามเช้าตัดกับแสงไฟนีออนตามผับบาร์ยามค่ำคืน ดนตรีประกอบเน้นเพลงแนวอินดี้ป็อป ลายเบสฟังกี้ และเสียงกีตาร์เบาๆ ที่สอดรับกับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบแต่แฝงความเคว้งคว้าง การแสดงของทีมนักแสดงมีความเป็นธรรมชาติสูงจนเหมือนกำลังแอบดูชีวิตของคนข้างบ้าน
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การสะท้อนชีวิตคนเมืองยุคปัจจุบันได้อย่างตรงไปตรงมา: พูดแทนความรู้สึกของคนวัยทำงานที่กำลังหมดไฟและตั้งคำถามกับเป้าหมายชีวิต
- บทสนทนาตลกร้ายที่เฉียบคมและฮาหน้าตาย: มุกตลกที่เกิดจากความโชคร้ายในชีวิตประจำวัน (Relatable Humor) ที่คนดูต้องร้อง “นี่มันชีวิตฉันชัดๆ”
- มิตรภาพที่แท้จริงระหว่างเพื่อนสนิท: ถ่ายทอดความผูกพันของกลุ่มเพื่อนที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในวันที่แย่ที่สุด
- การปลอบประโลมหัวใจแบบไม่ต้องสั่งสอน: ให้กำลังใจผู้ชมโดยไม่พึ่งคำคมสวยหรู แต่ทำให้รู้สึกว่า “ไม่เป็นไรถ้าชีวิตจะพังบ้าง”
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Indie Dramedy, Slice of Life, Quarter-Life Crisis, Urban Realistic, Mumblecore: ภาพยนตร์ฟีลกู๊ดปนตลกร้ายที่มอบทั้งเสียงหัวเราะ น้ำตาซึม และพลังใจในการกลับไปสู้ชีวิตต่อ