Midsommar (2019) – เทศกาลสยอง ชำแหละความวิปลาสกลางแดดจ้า สู่มหากาพย์โฟล์กฮอร์เรอร์ชำระล้างบาดแผลใจระดับมาสเตอร์พีซแห่งค่าย A24
ในฐานะภาพยนตร์สยองขวัญแนวจิตวิทยาและโฟล์กฮอร์เรอร์ (Folk Horror) ระดับปรากฏการณ์ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของหนังสยองขวัญกระแสหลัก Midsommar (2019) หรือในชื่อไทย เทศกาลสยอง ผลงานการกำกับและเขียนบทเรื่องที่สองของ อารี แอสเตอร์ (Ari Aster จาก Hereditary) ร่วมสร้างโดยสตูดิโอแถวหน้าอย่าง A24 คือภาพยนตร์ชิ้นเอกที่นำความตาย ความบอบช้ำทางจิตใจ (Trauma) และการแตกสลายของความสัมพันธ์ มาวางแผ่ไว้ท่ามกลางแสงแดดสว่างจ้าตลอด 24 ชั่วโมงของฤดูร้อนในสวีเดน หนังพา ฟลอเรนซ์ พิวฮ์ (Florence Pugh) ก้าวเข้าสู่หมู่บ้านลัทธิประหลาดที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ รอยยิ้ม และพิธีกรรมบูชายัญสุดวิปริต เพื่อเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็นการเกิดใหม่ที่ยากจะลืมเลือน
เรื่องย่อ: โศกนาฏกรรมครอบครัว สู่หมู่บ้านห่างไกลในมิดซอมมาร์
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นกับ ดานี่ (Dani รับบทโดย ฟลอเรนซ์ พิวฮ์) นักศึกษาสาวที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เมื่อน้องสาวของเธอตัดสินใจจบชีวิตตนเองพร้อมกับรมควันสังหารพ่อแม่ ดานี่จมดิ่งสู่ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลอย่างรุนแรง โดยมี คริสเตียน (Christian รับบทโดย แจ็ค เรย์เนอร์) แฟนหนุ่มผู้เฉยชาและหมดรักในตัวเธอ คอยอยู่เคียงข้างเพียงเพราะความสงสารและความจำใจ
เพื่อหนีจากบรรยากาศอันหดหู่ ดานี่ตัดสินใจร่วมทริปเดินทางไปกับคริสเตียนและกลุ่มเพื่อนนักศึกษามนุษยวิทยาอย่าง มาร์ค (วิล พัลเตอร์) และ จอช (วิลเลียม แจ็กสัน ฮาร์เปอร์) ตามคำชวนของ เพลเล่ (Pelle รับบทโดย วิลเฮล์ม บลอมเกรน) เพื่อนชาวสวีเดนที่ชวนทุกคนไปเยือน “ฮอร์กา” (Hårga) ชุมชนชนบทอันเงียบสงบในบ้านเกิดของเขา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลมิดซอมมาร์ที่มีขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 90 ปี
เมื่อเดินทางไปถึง ทั้งหมดได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านในชุดขาว ทุ่งหญ้าเขียวขจี และแสงตะวันยามเที่ยงคืน ทว่าบรรยากาศความงดงามกลับกลายสภาพเป็นนรกบนดิน เมื่อพิธีกรรมแรกเริ่มต้นขึ้นด้วย “แอตเทสตุปา” (Ättestupa) การที่ผู้สูงอายุในหมู่บ้านต้องกระโดดหน้าผาลงมาฆ่าตัวตายต่อหน้าทุกคนเพื่อรักษาสมดุลของชุมชน
ขณะที่ดานี่และเพื่อนๆ เริ่มตระหนกตกใจ กลุ่มเพื่อนชายกลับมองเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลสำหรับทำวิทยานิพนธ์ ความโลภ ความอยากรู้อยากเห็น และความไม่เคารพกฎของหมู่บ้านทำให้สมาชิกในกลุ่มค่อยๆ ทยอยหายตัวไปทีละคนอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางภาพหลอนจากชาสมุนไพร ดานี่กลับได้รับการยอมรับจากหญิงสาวในชุมชนจนคว้าตำแหน่ง “ราชินีเมย์ควีน” (May Queen) นำไปสู่การตัดสินใจเลือกร่างสังเวยคนสุดท้ายในพิธีเผาบูชายัญเพื่อตัดขาดพันธนาการจากอดีต
สุนทรียะแห่งความสยองกลางแดดจ้าและการสะท้อนความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
Midsommar (2019) โดดเด่นด้วยงานกำกับภาพของ พาเวล โพกอร์เซลสกี (Pawel Pogorzelski) ที่พลิกขนบหนังสยองขวัญทั่วไปด้วยการละทิ้งความมืด (Daylight Horror) ทุกฉากความโหด รอยเลือด และการชำแหละศพเกิดขึ้นท่ามกลางแสงแดดส่องสว่าง โทนสีพาสเทล เสื้อผ้าลินินสีขาว และมงกุฎดอกไม้นับร้อยชนิด สถาปัตยกรรมไม้ทรงสามเหลี่ยมและภาพวาดฝาผนังโบราณถูกออกแบบมาอย่างละเอียดเพื่อซ่อนสัญญะและบอกใบ้ชะตากรรมของตัวละครไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นจนจบ
ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การซ้อนทับระหว่างหนังสยองขวัญกับ “หนังบอกเลิกแฟน” (Breakup Movie) ผู้กำกับ อารี แอสเตอร์ ใช้ชุมชนฮอร์กาเป็นภาพแทนของการเติมเต็มสิ่งที่ดานี่ขาดหายไป นั่นคือ “ความเข้าอกเข้าใจร่วม” (Shared Empathy) ฉากการกรีดร้องสะอึกสะอื้นพร้อมกันของดานี่และกลุ่มหญิงสาวในหมู่บ้านกลายเป็นหมุดหมายทรงพลังที่สื่อถึงการแบ่งปันความเจ็บปวด การแสดงของ ฟลอเรนซ์ พิวฮ์ ถ่ายทอดความแตกสลาย ความเคว้งคว้าง และรอยยิ้มสุดท้ายที่หลุดพ้นได้อย่างทรงเสน่ห์และสะพรึงกลัวไปพร้อมกัน
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การแสดงระดับมาสเตอร์คลาสของ ฟลอเรนซ์ พิวฮ์: การระเบิดอารมณ์ความโศกเศร้าและความคลั่งที่ส่งให้เธอก้าวขึ้นเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูด
- มิติใหม่ของหนังสยองขวัญกลางแดดจ้า: ความสยองขวัญที่ไร้ความมืดและจัมป์สแกร์ แต่กัดกินประสาทด้วยบรรยากาศและจิตวิทยา
- งานสร้างและสัญญะที่ประณีตของ อารี แอสเตอร์: ภาพจิตรกรรมฝาผนัง การจัดวางองค์ประกอบภาพ และรายละเอียดที่เชื้อเชิญให้ดูซ้ำเพื่อถอดรหัส
- บทเรียนการชำแหละความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship): การเปรียบเทียบการบอกเลิกและการตัดใจผ่านพิธีกรรมสังเวยชีวิตสุดโต่ง
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Horror, Psychological Thriller, Folk Horror, A24: หนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญยุคใหม่ที่มีเอกลักษณ์และทรงคุณค่าทางศิลปะภาพยนตร์สูงที่สุด