เนื้อเรื่องย่อ

Jao Nok Krajok เจ้านกกระจอก (2009) – กายภาพอันบกพร่อง การพังทลายของชนชั้น และการกำเนิดใหม่ของจักรวาลใต้ชายคาบ้านคนรวย

ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานภาพยนตร์อิสระสายรางวัล (Art-House Cinema) ภาพยนตร์ทดลอง และผลงานคลื่นลูกใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทยร่วมสมัยมาอย่างต่อเนื่อง เจ้านกกระจอก หรือชื่อภาษาอังกฤษ Mundane History (2009) ผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ อโนชา สุวิชากรพงศ์ (Anocha Suwichakornpong) นำแสดงโดย อัครัตน์ นิมิตชัย, ภวัต พันธุ์พฤกษ์ และ ภารดี จังไพศาล คือหมุดหมายสำคัญของภาพยนตร์ไทยนอกกระแสที่คว้ารางวัลเสือทองคำ (Tiger Award) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดาม (International Film Festival Rotterdam) หนังสำรวจความสัมพันธ์เชิงอำนาจ บาดแผลของร่างกาย และบริบทการเมืองไทย ผ่านบทกวีภาพที่แปรเปลี่ยนชีวิตประจำวันอันจืดชืดสู่การระเบิดออกของอนุภาคระดับจักรวาล

เรื่องย่อ: ร่างกายที่ถูกจองจำ สู่สายสัมพันธ์ของคนต่างขั้ว

เรื่องราวเกิดขึ้นภายในคฤหาสน์เก่าแก่สไตล์ชนชั้นนำในกรุงเทพฯ โฟกัสไปที่ “เอก” (รับบทโดย ภวัต พันธุ์พฤกษ์) ชายหนุ่มลูกชายคนเดียวของครอบครัวมีอันจะกิน ผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนส่งผลให้ช่วงล่างเป็นอัมพาตและต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ความพิการทำให้เอกกลายเป็นคนเก็บตัว เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ซึมเศร้า และปฏิเสธที่จะเปิดใจให้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะพ่อของเขาที่มีความสัมพันธ์อันตึงเครียดและห่างเหินกันมาโดยตลอด

พ่อของเอกจึงตัดสินใจว่าจ้าง “พุ้น” (รับบทโดย อัครัตน์ นิมิตชัย) พยาบาลหนุ่มผู้มีพื้นเพมาจากภาคเหนือให้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลเอกตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การเช็ดตัว ป้อนอาหาร พยุงขับถ่าย ไปจนถึงการช่วยทำกายภาพบำบัด ในช่วงแรก เอกแสดงท่าทีรังเกียจ ก้าวร้าว และต่อต้านพุ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากเขารู้สึกอับอายที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในเรื่องพื้นฐานที่สุดของชีวิตมนุษย์

ทว่าความเงียบสงบ ความอดทน และความเรียบง่ายของพุ้นค่อยๆ ทลายกำแพงในใจของเอก ทั้งสองเริ่มสร้างความผูกพันผ่านการสัมผัสทางกายภาพและการแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิต แต่ภายใต้ความนิ่งสงบของชีวิตประจำวัน หนังค่อยๆ แทรกสลับมิติด้านความทรงจำ ประวัติศาสตร์การเมือง และปรากฏการณ์ระดับดวงดาว ที่ตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ ความเท่าเทียม และการเกิดใหม่ในโลกที่ถูกกำหนดโครงสร้างไว้อย่างตายตัว

จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม

Mundane History (2009) โดดเด่นด้วย สุนทรียศาสตร์แบบภาพยนตร์ทดลองและการตัดต่อแบบเหนือจริง (Experimental Aesthetics & Cosmic Metaphor) อโนชา สุวิชากรพงศ์ ท้าทายขนบการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง (Linear Narrative) ด้วยการตัดสลับระหว่างกิจวัตรประจำวันที่เชื่องช้า เข้ากับฟุตเทจดวงดาว การกำเนิดของกาแล็กซี ภาพอัลตราซาวด์ทารกในครรภ์ และเสียงเพลงแอมเบียนต์ลึกซึ้ง การเชื่อมโยง “ความบกพร่องของร่างกายมนุษย์” เข้ากับ “ความยิ่งใหญ่ของเอกภพ” ถือเป็นวิสัยทัศน์ทางภาพยนตร์ที่แปลกใหม่และเปี่ยมด้วยชั้นเชิงศิลปะชั้นสูง

ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การซ่อนนัยวิพากษ์สังคมและการเมืองไทยอย่างแยบคาย (Subtle Political & Class Allegory) ตัวละคร “เอก” เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของชนชั้นนำเก่าที่กำลังเสื่อมถอย ร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ได้สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจที่เป็นอัมพาต ขณะที่ “พุ้น” คือตัวแทนของชนชั้นแรงงานและคนต่างจังหวัดที่ต้องคอยประคับประคองผู้มีอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนสองคน แต่เป็นภาพจำลองความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยร่วมสมัย

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม

  • รางวัลระดับนานาชาติการันตีคุณภาพ: ชนะรางวัล Tiger Award จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดาม 2010
  • การแสดงที่เรียบ นิ่ง แต่ทรงพลัง: การสื่อสารอารมณ์ผ่านภาษากายและสายตาของ อัครัตน์ นิมิตชัย และ ภวัต พันธุ์พฤกษ์
  • งานภาพและการถ่ายทำที่งดงาม (Cinematography): ฝีมือการกำกับภาพของ มิ่งมงคล โสโนกุล และ เลห์ ยาน ที่ขับเน้นความโดดเดี่ยวภายในบ้านโบราณได้อย่างลึกซึ้ง
  • ฉากจักรวาลและดนตรีประกอบ: ซีเควนซ์การเปลี่ยนผ่านภาพที่กระตุกประสาทสัมผัสและชวนให้ตกผลึกทางความคิด
  • ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Thai Independent Film, Art-House Cinema, Political Allegory และ Slow Cinema: หนึ่งในผลงานระดับขึ้นหิ้งของวงการหนังอินดี้ไทยที่นักดูหนังสายรางวัลทั่วโลกให้การยอมรับ

หนังฟรีที่คุณอาจจะชอบ

ประเภทหนัง