Deadpool (2016): การปฏิวัติฮีโร่สายดาร์ก เกรียน ทะลึ่ง และทลายกำแพงที่สี่อย่างเหนือชั้น
ในปี 2016 “Deadpool” ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มไม่ยักษ์แต่กระแสถล่มทลายจากค่าย 20th Century Fox ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่และเปลี่ยนโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ไปตลอดกาล ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโส ผมขอจำกัดความเรื่องนี้ว่าเป็น “The Ultimate Game-Changer of Modern Superhero Cinema” หนังเรื่องนี้ก้าวข้ามกรอบระเบียบเดิมๆ ของหนังฮีโร่ค่ายใหญ่ ด้วยการประกาศตัวเป็นภาพยนตร์เรท R (เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีต้องมีผู้ปกครองดูแล) อย่างภาคภูมิใจ พร้อมทั้งเสิร์ฟมุกตลกเจ็บแสบ ความรุนแรงระดับเลือดสาด และการพังกำแพงที่สี่ (Fourth Wall Breaking) หันมาพูดคุย ตบมุก และจิกกัดผู้ชมรวมถึงสตูดิโอผู้สร้างอย่างไร้ความปรานี นี่คือ Deep Recommendation สำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายสูตรสำเร็จของหนังฮีโร่กู้โลก และต้องการเสพงานบันเทิงสุดแสบสันที่ฮากระจายและระทึกใจในเวลาเดียวกัน
เรื่องย่อฉบับเข้มข้น: จากชายหนุ่มหน้าตาดี สู่ฮีโร่หน้าพังในชุดรัดรูปสีแดง
เรื่องราวเล่าถึง “เวด วิลสัน” อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษที่ผันตัวมาทำงานเป็นทหารรับจ้างระดับล่างคอยคุ้มครองและจัดการปัญหาในซอกตึก ชีวิตของเขาดูเหมือนจะไปได้ดีและเต็มไปด้วยสีสันหลังจากได้พบรักและหมั้นหมายกับ “วาเนสซา” หญิงสาวผู้เป็นรักแท้ ทว่าความสุขกลับอยู่ได้ไม่นานเมื่อเวดตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่ไม่มีทางรักษา
เพื่อหาทางรอดชีวิตและกลับไปหาผู้หญิงที่รัก เวดได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทดลองลับใต้ดินขององค์กรเถื่อน นำโดย “เอแจ็กซ์” (หรือฟรานซิส) ทว่าการทดลองนั้นกลับเป็นการทรมานอย่างโหดเหี้ยมเพื่อกระตุ้นยีนกลายพันธุ์ ผลลัพธ์ทำให้เวดได้รับพลังวิเศษในการรักษาเยียวยาตัวเองจากทุกบาดแผลและโรคร้าย (Healing Factor) แต่ต้องแลกมาด้วยผลข้างเคียงคือผิวหนังทั่วทั้งตัวถูกทำลายจนเสียโฉมอย่างรุนแรงจนดูคล้ายอัณฑะมีเล็บ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังถูกทรยศและทิ้งให้ตายในกองเพลิง เวดรอดชีวิตมาได้และสวมหน้ากากสร้างตัวตนใหม่ในชื่อ “เดดพูล” จับคู่กับดาบคู่และปืนกล ออกตามล่าล้างแค้นเอแจ็กซ์เพื่อบังคับให้มันรักษาหน้าของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายเมื่อวาเนสซาถูกจับตัวไปเป็นตัวประกัน
ทำไม Deadpool (2016) ถึงเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ขึ้นแท่นระดับตำนาน?
- ความสมบูรณ์แบบของ Ryan Reynolds: ไรอัน เรย์โนลด์ส เกิดมาเพื่อรับบทนี้อย่างแท้จริง หลังจากเคยผิดหวังกับบทนี้ใน X-Men Origins: Wolverine (2009) เขากลับมาแก้ตัวและมอบการแสดงที่เปี่ยมสเน่ห์ พลังงานล้นเหลือ และการตบมุกหน้าตายภายใต้หน้ากากที่ทำให้ตัวละครเดดพูลมีชีวิตชีวาและเป็นที่รักของคนทั่วโลก
- การพังกำแพงที่สี่และการจิกกัดฮอลลีวูด: จุดขายที่ไม่มีใครเหมือนคือการที่เดดพูลรู้ตัวว่าตัวเองเป็น “ตัวละครในหนัง” เขาแอบแซวผู้สร้าง แซวทุนสร้างที่จำกัด (จนมีเอ็กซ์เมนมาโผล่แค่สองคน) และแซวหนังเรื่องอื่นๆ รวมถึงแซวตัวไรอัน เรย์โนลด์สเอง ซึ่งสร้างอารมณ์ขันที่สดใหม่และชาญฉลาดเป็นอย่างมาก
- ทุนสร้างจำกัด แต่คิวบู๊ระห่ำเกินตัว: แม้จะถูกหั่นงบประมาณในช่วงก่อนถ่ายทำ แต่ผู้กำกับ Tim Miller ก็สามารถจัดสรรฉากแอ็กชันออกมาได้ดุดัน ลื่นไหล และน่าประทับใจ โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องบนทางด่วนที่กลายเป็นหนึ่งในฉากเปิดที่น่าจดจำที่สุดในโลกภาพยนตร์
“เดดพูล คือเครื่องพิสูจน์ว่า… ฮีโร่ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไป และหนังฮีโร่ที่สนุกที่สุดไม่จำเป็นต้องออกไปกู้จักรวาล แค่ผู้ชายปากเสียคนหนึ่งที่ออกไปทวงคืนความยุติธรรมให้ใบหน้าของตัวเองและคนรัก ก็สามารถครองใจคนดูได้ทั้งโลกแล้ว”