Corsage (2022) – คอร์เซตพันธนาการจักรพรรดินี กบฏแห่งวัย 40 ของ ‘ซีซี’ สู่ภาพยนตร์พีเรียดเฟมินิสต์ฉีกประวัติศาสตร์ระดับมาสเตอร์พีซของ วิคกี ครีปส์
ในฐานะภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุคแนวก้าวหน้า (Revisionist Period Drama Masterpiece) ที่เข้าชิงในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ สาย Un Certain Regard จนส่งให้ วิคกี ครีปส์ (Vicky Krieps จาก Phantom Thread) คว้ารางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม Corsage (2022) ผลงานการกำกับและเขียนบทของ มารี ครอยต์เซอร์ (Marie Kreutzer) ผู้กำกับหญิงชาวออสเตรีย คือภาพยนตร์ชิ้นเอกที่นำเสนอพระราชประวัติของ จักรพรรดินีเอลีซาเบ็ทแห่งออสเตรีย หรือ “ซีซี” (Empress Elisabeth of Austria) ในมุมมองที่แตกต่างจากภาพจำแสนหวานในอดีต หนังโฟกัสไปที่หมุดหมายสำคัญในวัย 40 พรรษา ช่วงเวลาที่ความงามเริ่มโรยรา ร่างกายถูกรัดตรึงด้วยคอร์เซตแน่นหนา และพระองค์ต้องลุกขึ้นมาต่อต้านขนบธรรมเนียมอันเข้มงวดของราชสำนักฮับส์บูร์กเพื่อทวงคืนอิสรภาพในตัวตน
เรื่องย่อ: วัย 40 พรรษาที่ถูกตัดสิน สู่การปลดแอกพันธนาการในราชสำนัก
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันคริสต์มาสปี 1877 ณ กรุงเวียนนา เมื่อจักรพรรดินีเอลีซาเบ็ทก้าวเข้าสู่วัย 40 พรรษา ซึ่งในสายตาของสังคมยุโรปยุคศตวรรษที่ 19 นั่นคือเส้นตายของการถูกตราหน้าว่าเป็น “หญิงชรา” ผู้หมดสิ้นเสน่ห์ทางเพศ ซีซีผู้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสตรีที่งดงามที่สุดในโลก ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลในการรักษารูปร่างและภาพลักษณ์อันไร้ที่ติ เธอควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด ชั่งน้ำหนักทุกวัน ออกกำลังกายอย่างหักโหม และสั่งให้นางสนองพระโอษฐ์ดึงเชือกผูก “คอร์เซต” รัดเอวให้คอดกิ่วเหลือเพียง 18 นิ้ว จนแทบหายใจไม่ออก
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระสวามี จักรพรรดิฟรันทซ์ โยเซ็ฟ ที่ 1 (Franz Joseph I รับบทโดย ฟลอเรียน ไทชต์ไมสเตอร์) กลายสภาพเป็นเพียงเรื่องหน้าที่ทางการเมืองและความเย็นชา ขณะที่บรรดาราชบริพารและประชาชนต่างมองเธอเป็นเพียง “หุ่นประดับบารมี” (Figurehead) ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจใดๆ
เพื่อหลีกหนีจากกรงทองแห่งพระราชวัง ซีซีเริ่มเดินทางไปต่างแดน ทั้งอังกฤษและไอร์แลนด์ เพื่อขี่ม้าและพบปะอดีตคนรัก แต่ความว่างเปล่าในใจยังคงตามหลอกหลอน เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองไม่มีวันเอาชนะกาลเวลาและไม่ต้องการถูกจดจำเพียงแค่เป็นวัตถุทางสายตา ซีซีจึงเริ่มแสดงพฤติกรรมกบฏ ทั้งการแอบสูบบุหรี่ การทดลองใช้เฮโรอีนเพื่อการบำบัด การตัดผมสั้นประชดสังคม ไปจนถึงการจ้างหญิงสาวมารับบทเป็นตัวตายตัวแทนเพื่อออกงานสาธารณะแทนเธอ นำไปสู่การปลดแอกครั้งสุดท้ายที่สะท้อนถึงการเลือกชะตากรรมของตนเองอย่างแท้จริง
สุนทรียะแบบกึ่งร่วมสมัยและการชำแหละความงามที่เป็นพิษ
Corsage (2022) โดดเด่นด้วยการใช้สไตล์ “Anachronism” หรือการจงใจสอดแทรกองค์ประกอบร่วมสมัยเข้าไปในบริบทประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 19 ผู้กำกับ มารี ครอยต์เซอร์ ใช้เพลงโฟล์ก-ป็อปร่วมสมัยของ กามีย์ (Camille) และ โซฟ็อกเกิลส์ (Soap&Skin) คลอไปกับภาพพระราชวังหินอ่อน ผสานกับรายละเอียดเล็กๆ เช่น หลอดไฟ ไมโครโฟนโบราณ และรถแทร็กเตอร์ เพื่อย้ำเตือนว่า การกดขี่ทางเพศและแรงกดดันเรื่องความงาม (Beauty Standards) ไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่ยังคงดำเนินมาถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบัน
ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การแสดงของ วิคกี ครีปส์ ที่มอบมิติความซับซ้อนให้แก่จักรพรรดินีเอลีซาเบ็ทอย่างลึกซึ้ง เธอไม่ได้เล่นให้ซีซีเป็นเหยื่อที่น่าสงสารเพียงอย่างเดียว แต่แสดงให้เห็นทั้งความเย่อหยิ่ง ความเอาแต่ใจ ความเปราะบาง และความเด็ดเดี่ยว แววตาที่จ้องมองกล้องอย่างท้าทายในหลายฉากสื่อถึงการปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อสายตาของผู้ชาย (Male Gaze) ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นงานศิลปะภาพยนตร์เฟมินิสต์ที่ทรงพลังและกล้าหาญที่สุดเรื่องหนึ่ง
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การแสดงระดับมาสเตอร์คลาสของ วิคกี ครีปส์: การสวมวิญญาณจักรพรรดินีเอลีซาเบ็ทที่คว้ารางวัล Best Performance จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
- การรื้อสร้างประวัติศาสตร์ในมุมมองใหม่: การฉีกภาพจำโรแมนติกของ “เจ้าหญิงซีซี” สู่การสำรวจวิกฤตวัยกลางคนและความเปลี่ยวเหงาในราชสำนัก
- สัญญะของ “คอร์เซต” ที่สะท้อนการกดขี่: การใช้เครื่องแต่งกายเป็นสัญลักษณ์แทนความคาดหวังของสังคมที่รัดตรึงเสรีภาพของผู้หญิง
- ดนตรีประกอบและสไตล์กึ่งร่วมสมัยอันทรงเสน่ห์: เพลงประกอบร่วมสมัยที่ผสานกับงานภาพพีเรียดได้อย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์สูง
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Drama, Period, Biography, Feminist Cinema, European Cinema: ภาพยนตร์ย้อนยุคที่ไม่ตกยุคและสะท้อนประเด็นสิทธิสตรีได้อย่างเฉียบคม