เนื้อเรื่องย่อ

Cannibal Holocaust (1980) – เปรตเดินดินกินเนื้อคน ปฐมบทฟาวนด์ฟุตเทจสยองขวัญ ดงดิบอเมซอน สู่คดีประวัติศาสตร์ชำแหละความป่าเถื่อนของสื่อมวลชนโดย รุกเกโร เดโอดาโต

ในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญแนวแคนนิบาลที่อื้อฉาวและทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก Cannibal Holocaust (1980) หรือในชื่อไทย เปรตเดินดินกินเนื้อคน ผลงานการกำกับของ รุกเกโร เดโอดาโต (Ruggero Deodato) คือหมุดหมายระดับตำนานที่เป็นผู้บุกเบิกและวางรากฐานให้กับแนวภาพยนตร์ภาพฟุตเทจจำลองเหตุการณ์จริง (Found Footage) ก่อนหน้า The Blair Witch Project ร่วมสองทศวรรษ หนังสร้างแรงกระแทกทางสังคมอย่างรุนแรงจนผู้กำกับเคยถูกจับกุมและดำเนินคดีในชั้นศาลด้วยข้อหาฆาตกรรมนักแสดงจริง นำแสดงโดย โรเบิร์ต เคอร์แมน (Robert Kerman), กาเบรียล ยอร์ก (Gabriel Yorke), ลูก้า บาร์บาเรสกี (Luca Barbareschi) และ ฟรานเชสกา ชิอาร์ดี (Francesca Ciardi)

เรื่องย่อ: ฟิล์มม้วนที่หายไป สู่ความจริงอันดำมืดกลางป่าดงดิบ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ศาสตราจารย์ ฮาโรลด์ มอนโร (Harold Monroe รับบทโดย โรเบิร์ต เคอร์แมน) นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้รับมอบหมายให้นำทีมค้นหาเข้าไปในป่าดงดิบแถบลุ่มน้ำแอมะซอน เพื่อตามหาร่องรอยของทีมงานถ่ายทำสารคดีชาวอเมริกัน 4 คน นำโดย อลัน ยิตส์ (Alan Yates) ที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยระหว่างเดินทางเข้าไปถ่ายทำวิถีชีวิตของชนเผ่ากินคนพื้นเมือง

เมื่อเดินทางเข้าไปถึงส่วนลึกของป่า มอนโรและทีมค้นหาได้ผูกมิตรกับชนเผ่ายานามาโมและชามัตโต จนกระทั่งค้นพบกระดูกและซากศพของทีมงานสารคดี พร้อมทั้งกล่องฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 16 มม. ที่ยังไม่ผ่านการล้าง มอนโรนำม้วนฟิล์มเหล่านั้นกลับมายังนิวยอร์กเพื่อให้สถานีโทรทัศน์เตรียมนำออกอากาศสู่สาธารณะ

ทว่าระหว่างการตรวจสอบฟุตเทจในห้องตัดต่อ ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ภาพในฟิล์มไม่ได้เผยให้เห็นเพียงความดุร้ายของชนเผ่ากินคน แต่กลับเปิดโปงความป่าเถื่อนของทีมงานสารคดีเอง ที่จัดฉากสร้างสถานการณ์ เผาหมู่บ้านชาวพื้นเมือง ทารุณกรรมทางเพศ และสังหารชาวเผ่าอย่างเลือดเย็นเพื่อหวังเรตติ้งและภาพข่าวที่น่าตื่นเต้น การกระทำอันไร้มนุษยธรรมนี้เองที่ผลักดันให้ชนเผ่าพื้นเมืองหมดความอดทนและลุกฮือขึ้นมาล้างแค้นด้วยการรุมสังหารและฉีกร่างกินเนื้อทีมงานทีละคน นำไปสู่การตั้งคำถามสะเทือนใจของมอนโรในตอนท้ายว่า “แท้จริงแล้ว ใครกันแน่คือคนป่าเถื่อนตัวจริง”

สุนทรียะแห่งความสมจริง ภาพหลอกตาแบบม็อกคิวเมนทารี และดนตรีบรรเลงสุดหลอน

Cannibal Holocaust (1980) โดดเด่นด้วยการผสมผสานโครงสร้างหนังสารคดีจำลอง (Mockumentary) และสไตล์กล้องถือมือ (Shaky Handheld Camera) ที่ทำให้ภาพสั่นไหว หยาบกร้าน และสมจริงจนน่าขนลุก การที่เดโอดาโตทำสัญญาให้นักแสดงหลบหน้าไปจากสื่อเป็นเวลาหนึ่งปีหลังถ่ายทำเสร็จ ยิ่งตอกย้ำข่าวลือในยุคนั้นว่านักแสดงถูกฆ่าตายจริง จนศาลอิตาลีต้องสั่งระงับการฉายและเรียกตัวนักแสดงมาปรากฏตัวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

ความยอดเยี่ยมในแง่ศิลปะภาพยนตร์คือ ดนตรีประกอบระดับมาสเตอร์พีซของ ริซ ออร์โตลานี (Riz Ortolani) ที่เลือกใช้เพลงบรรเลงออร์เคสตราและซินธิไซเซอร์แนวไพเราะ นุ่มนวล และเศร้าสร้อย ซึ่งตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับภาพความรุนแรงเลือดสาดบนหน้าจอ ความขัดแย้งเชิงโสตทัศน์นี้กลับช่วยขับเน้นความรู้สึกหดหู่ สลดใจ และเปลี่ยนสถานะของภาพยนตร์จากการเป็นเพียงหนังคัลต์เกรดบี สู่การเป็นงานศิลปะวิพากษ์วิจารณ์จรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่พร้อมเหยียบย่ำเพื่อนมนุษย์เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?

  • ต้นกำเนิดภาพยนตร์แนวฟาวนด์ฟุตเทจ (Found Footage): ต้นแบบงานสร้างสไตล์สมจริงที่ส่งอิทธิพลต่อวงการหนังสยองขวัญยุคปัจจุบัน
  • คดีประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก: หนังเรื่องเดียวที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นหนังฆ่าคนจริง (Snuff Film) จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลพิสูจน์ความจริง
  • ดนตรีประกอบสุดคลาสสิกของ ริซ ออร์โตลานี: ท่วงทำนองอันแสนไพเราะที่หลอกหลอนและตัดกับความสยดสยองได้อย่างทรงพลัง
  • การชำแหละความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมศิวิไลซ์: บทสรุปทางศีลธรรมที่ตีแผ่ว่าความโหดเหี้ยมของ “คนเมือง” อาจน่ากลัวยิ่งกว่าคนป่า
  • ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Horror, Found Footage, Cult Classic, Exploitation Cinema: ภาพยนตร์สยองขวัญระดับตำนานที่ท้าทายจิตใจและก้าวข้ามขีดจำกัดของสื่อภาพยนตร์

หนังฟรีที่คุณอาจจะชอบ

ประเภทหนัง