Tron: Legacy (2010) – ทรอน ล่าข้ามโลกอนาคต โลกเสมือนเดอะกริด มอเตอร์ไซค์แสงไลท์ไซเคิล สกอร์อิเล็กทรอนิกส์ดัฟต์ พังก์ สู่ภาพยนตร์ไซไฟวิชวลระดับปฏิวัติวงการของ โจเซฟ โคซินสกี และ เจฟฟ์ บริดเจส
ในฐานะภาพยนตร์แนวไซไฟ-แอ็กชันไซเบอร์พังก์ระดับปฏิวัติงานภาพ (Cyberpunk Sci-Fi Action Masterpiece) จากค่าย Walt Disney Pictures Tron: Legacy (2010) หรือในชื่อไทย ทรอน ล่าข้ามโลกอนาคต ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ โจเซฟ โคซินสกี (Joseph Kosinski ผู้กำกับจาก Top Gun: Maverick) คือภาคต่อโดยตรงของภาพยนตร์คลาสสิกไซไฟระดับตำนาน Tron (1982) ซึ่งทิ้งช่วงห่างกันนานเกือบสามทศวรรษ หนังยกระดับโลกดิจิทัลจากยุค 80s สู่สุนทรียะแห่งความล้ำยุคในศตวรรษที่ 21 ทั้งในแง่ของสถาปัตยกรรมดิจิทัล งานคอมพิวเตอร์กราฟิก และดนตรีประกอบที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการ นำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส (Jeff Bridges), การ์เรตต์ เฮดลันด์ (Garrett Hedlund) และ โอลิเวีย ไวลด์ (Olivia Wilde)
เรื่องย่อ: รหัสเพจเจอร์ปริศนา ประตูลับหลังตู้เกม สู่การเอาชีวิตรอดในสังเวียนเดอะกริด
เรื่องราวติดตาม แซม ฟลินน์ (รับบทโดย การ์เรตต์ เฮดลันด์) แฮกเกอร์หนุ่มหัวขบถวัย 27 ปี ผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวของ เควิน ฟลินน์ (รับบทโดย เจฟฟ์ บริดเจส) อัจฉริยะนักพัฒนาเกมและอดีตซีอีโอแห่งบริษัท ENCOM ซึ่งหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่ปี 1989 ปล่อยให้แซมเติบโตมาด้วยความค้างคาใจตลอด 20 ปี
วันหนึ่ง อลัน แบรดลีย์ เพื่อนสนิทของพ่อได้รับข้อความเพจเจอร์ปริศนาที่ส่งมาจากเบอร์ร้านเกมอาร์เคดเก่าแก่ของฟลินน์ที่ปิดร้างไปนาน แซมจึงตัดสินใจเข้าไปสำรวจและค้นพบห้องแล็บคอมพิวเตอร์ลับใต้ดิน ทว่าขณะกำลังตรวจสอบระบบ เลเซอร์ดิจิไทเซอร์กลับทำงานและสแกนร่างของแซม แตกสลายเป็นโมเลกุลข้อมูลดึงเขาเข้าสู่ “เดอะกริด” (The Grid) โลกดิจิทัลจำลองขนาดยักษ์ที่พ่อของเขาเคยสร้างขึ้น
เมื่อมาถึงโลกเสมือน แซมถูกจับตัวเข้าสู่ลานประลองกลาดิเอเตอร์ดิจิทัล ต้องต่อสู้เอาชีวิตรอดในเกมขว้างแผ่นดิสก์และสงครามซิ่งมอเตอร์ไซค์แสง “ไลท์ไซเคิล” (Lightcycle) ก่อนจะพบว่าโลกใบนี้ถูกยึดครองโดย โคลู (CLU – Codified Likeness Utility) โปรแกรมโคลนนิ่งหน้าตาเหมือนพ่อของเขาในวัยหนุ่ม ที่กลายพันธุ์เป็นทรราชและต้องการกำจัดทุกสิ่งที่ “ไม่สมบูรณ์แบบ” แซมได้รับการช่วยเหลือจาก ควอร์ร่า (รับบทโดย โอลิเวีย ไวลด์) นักรบสาวผู้เป็นอัลกอริทึมกลายพันธุ์สายพันธุ์สุดท้าย (ISO) และพาเขาไปพบกับ เควิน ฟลินน์ พ่อตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่ สองพ่อลูกจึงต้องร่วมมือกันวางแผนบุกฝ่ากองทัพโคลู เพื่อนำแผ่นดิสก์ข้อมูลหลักกลับไปยังพอร์ทัลทางออกก่อนที่โคลูจะยกทัพโปรแกรมข้ามมาทำลายล้างโลกมนุษย์จริง
สุนทรียะแห่งแสงนีออน สกอร์อิเล็กทรอนิกส์ของ Daft Punk และปรัชญาความสมบูรณ์แบบ
Tron: Legacy (2010) ได้รับการยกย่องว่ามีภาษาภาพที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไซไฟ งานออกแบบงานสร้างเน้นโทนสีดำสนิทตัดกับเส้นสายแสงไฟนีออนสีฟ้าสด ส้ม และขาว ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบมินิมอลโมเดิร์นได้อย่างสะกดสายตา
ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การร่วมงานกับตำนานคู่หูดูโอเพลงอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง ดัฟต์ พังก์ (Daft Punk) ที่มารับหน้าที่ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ (Original Soundtrack) แบบเต็มตัว การผสมผสานระหว่างซินธิไซเซอร์สุดล้ำกับวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ 85 ชิ้น มอบจังหวะที่ทรงพลัง บีบหัวใจ และกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล นอกจากนี้ หนังยังสอดแทรกประเด็นปรัชญาอย่างลึกซึ้งผ่านตัวละครเควิน ฟลินน์ ว่า “ความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงคือความไม่สมบูรณ์แบบ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกอริทึมอย่างโคลูไม่อาจเข้าใจได้
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- ผลงานเพลงประกอบระดับตำนานของ Daft Punk: ดนตรีซินธ์เวฟผสมออร์เคสตราที่ขับเคลื่อนอารมณ์หนังได้อย่างไร้ที่ติ
- สุนทรียะงานภาพแสงนีออนสุดล้ำ: ดีไซน์โลก The Grid, ชุดเกราะเรืองแสง และมอเตอร์ไซค์ Lightcycle ที่สวยงามเหนือกาลเวลา
- การปฏิวัติงานวิชวลเอฟเฟกต์และการลดวัย (De-aging): การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลย้อนวัย เจฟฟ์ บริดเจส ให้กลับไปเป็นตัวเองในวัย 35 ปี
- เสน่ห์การแสดงของ โอลิเวีย ไวลด์: ถ่ายทอดบทบาท “ควอร์ร่า” ได้อย่างน่ารัก น่าค้นหา และทรงเสน่ห์จนกลายเป็นไอคอนของหนัง
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Sci-Fi, Cyberpunk, Action, Visual Effects, Synthwave Fans: ประสบการณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ต้องดูและฟังด้วยระบบเสียงเต็มพิกัด