Along with the Gods: The Last 49 Days (2018) – ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 2 มหากาพย์การพิพากษาวิญญาณครั้งสุดท้ายสู่การคลี่คลายชาติกำเนิดพันปีของสามยมทูต
ในฐานะภาพยนตร์แอ็กชัน-แฟนตาซีบล็อกบัสเตอร์ระดับปรากฏการณ์ที่สร้างสถิติถล่มทลายทั่วทั้งเอเชีย (Iconic Korean Fantasy Epic Masterpiece) Along with the Gods: The Last 49 Days (2018) หรือในชื่อไทย ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 2 ผลงานการกำกับของ คิมยงฮวา (Kim Yong-hwa) คือบทสรุปอันยิ่งใหญ่ที่สานต่อเรื่องราวจากภาคแรกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ภาพยนตร์เรื่องนี้พาผู้ชมกลับสู่ยมโลกอีกครั้งเพื่อติดตามภารกิจชี้ชะตาการพาวิญญาณดวงที่ 49 ไปสู่การเกิดใหม่ ทว่าเดิมพันครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตัดสินโอกาสการไปเกิดใหม่ของเหล่ายมทูต แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกความทรงจำเมื่อหนึ่งพันปีก่อนของพวกเขา ซึ่งซ่อนความลับ ความบาดหมาง และการให้อภัยที่สะเทือนอารมณ์ในระดับสูงสุด
เรื่องย่อ: ภารกิจวิญญาณดวงสุดท้ายกับการทวงคืนความทรงจำเมื่อพันปีก่อน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากยมทูต คังริม (Gang-rim รับบทโดย ฮาจองอู), แฮวอนเมก (Haewonmak รับบทโดย จูจีฮุน) และ ด็อกชุน (Duk-choon รับบทโดย คิมฮยางกี) ได้รับสิทธิ์ในการพา คิมซูฮง (Kim Soo-hong รับบทโดย คิมดงอุค) วิญญาณแค้นจากภาคแรกเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในนรก 7 ด่าน หากพวกเขาสามารถช่วยให้ซูฮงผ่านการพิพากษาและได้ไปเกิดใหม่ได้สำเร็จ ซูฮงจะเป็นวิญญาณดวงที่ 49 ที่ส่งผลให้เหล่ายมทูตทั้งสามได้รับสิทธิ์ไปเกิดใหม่บนโลกมนุษย์เช่นเดียวกัน
ทว่า ราชารอมยอมซังเจ (Yeomra รับบทโดย อีจองแจ) ประมุขแห่งยมโลก ได้ตั้งเงื่อนไขสุดหินข้อหนึ่ง นั่นคือพวกเขาจะต้องเดินทางไปยังโลกมนุษย์เพื่อนำตัวชายชราคนหนึ่งที่หมดอายุขัยมายังปรโลกให้ได้ แต่ภารกิจกลับไม่ง่ายเมื่อมี ซองจูชิน (Sung-joo Shin รับบทโดย มาดงซอก) เทพารักษ์ผู้พิทักษ์บ้านคอยปกป้องชายชราและหลานชายตัวน้อยอยู่
เพื่อทำตามเงื่อนไข แฮวอนเมกและด็อกชุนจึงต้องลงไปยังโลกมนุษย์และเผชิญหน้ากับเทพารักษ์ ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เทพารักษ์ตนนี้คือผู้ที่เคยนำพาวิญญาณของแฮวอนเมกและด็อกชุนไปยังยมโลกเมื่อหนึ่งพันปีก่อน และเป็นผู้กุมความทรงจำในอดีตชาติที่ถูกลบเลือนไปของพวกเขาทั้งหมด ขณะที่บนโลกมนุษย์กำลังเปิดเผยเรื่องราวชาติกำเนิดของสองยมทูต คังริมก็ต้องนำทางซูฮงฝ่าด่านนรกอันตรายไปพร้อมกับการเปิดเผยปมในใจและความผิดบาปในอดีตชาติของตนเองที่ร้อยรัดชะตากรรมของยมทูตทั้งสามเอาไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
งานสร้างแฟนตาซีสุดอลังการและการร้อยเรียงสองเส้นเรื่องที่ทรงพลัง
Along with the Gods: The Last 49 Days (2018) โดดเด่นด้วยการผสมผสานงานซีจีเอฟเฟกต์ระดับฮอลลีวูดเข้ากับตำนานความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายได้อย่างตระการตา (Epic Visual Spectacle & World-Building) ผู้กำกับ คิมยงฮวา วางโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบคู่ขนาน (Parallel Storytelling) ระหว่างการฝ่าด่านนรกสุดระทึกของคังริมกับซูฮง และการใช้ชีวิตปนตลกอบอุ่นหัวใจบนโลกมนุษย์ของแฮวอนเมก ด็อกชุน และเทพารักษ์มาดงซอก ก่อนจะค่อยๆ ถักทอย้อนกลับไปยังอดีตยุคโครยอได้อย่างไร้รอยต่อ
ความยอดเยี่ยมที่สุดของภาคนี้คือ มิติการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและเข้มข้นกว่าภาคแรก หนังไม่ได้เน้นเพียงฉากแอ็กชันแฟนตาซีล้างผลาญ แต่ให้น้ำหนักกับการสำรวจกิเลส บาดแผล ความแค้น และการเรียนรู้ที่จะเอ่ยคำขอโทษ การแสดงของทีมนักแสดงนำทุกคน โดยเฉพาะ ฮาจองอู และ จูจีฮุน ถ่ายทอดความเจ็บปวดในอดีตชาติออกมาได้อย่างตราตรึง เสริมด้วยเสน่ห์ความอบอุ่นและมุกตลกธรรมชาติของ มาดงซอก ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ครบถ้วนทั้งความมันส์ เสียงหัวเราะ และการเรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- การคลี่คลายปมปริศนาชาติกำเนิดพันปีของสามยมทูต: จุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในอดีตชาติที่เขียนบทออกมาได้อย่างแยบคาย ชวนติดตาม และหักมุมอย่างสะเทือนอารมณ์
- เสน่ห์และการเสริมทัพของ มาดงซอก (Don Lee): บทบาทเทพารักษ์พิทักษ์บ้านที่ทั้งอบอุ่น แข็งแกร่ง และเรียกรอยยิ้มได้ในทุกฉากที่ปรากฏตัว
- งานสร้างวิชวลเอฟเฟกต์และฉากแฟนตาซียกระดับ: การเนรมิตด่านนรก สัตว์ประหลาด และฉากย้อนยุคโบราณที่ยิ่งใหญ่ตระการตาสมราคาภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เอเชีย
- ภาพยนตร์ขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Fantasy, Action, Drama: ความบันเทิงระดับพรีเมียมที่ร้อยเรียงเรื่องราวดราม่าครอบครัวและความเชื่อได้อย่างกลมกล่อมและน่าประทับใจ