Star Wars: Episode VIII – The Last Jedi (2017) สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได – การทลายขนบวิถีพลัง ลุค สกายวอล์คเกอร์ผู้แตกสลาย และการเผชิญหน้าระหว่าง เรย์ กับ ไคโล เรน โดย ไรอัน จอห์นสัน
ในฐานะภาคที่ 8 ของมหากาพย์สงครามอวกาศระดับตำนานสกายวอล์คเกอร์ซากา (Space Opera Franchise) และภาคต่อลำดับที่สองในไตรภาคชุดที่สามจาก ลูคัสฟิล์ม (Lucasfilm) ผลงานการเขียนบทและกำกับโดย ไรอัน จอห์นสัน (Rian Johnson จาก Knives Out, Looper) Star Wars: Episode VIII – The Last Jedi (2017) นำแสดงโดย มาร์ก แฮมิลล์ (Mark Hamill), แคร์รี ฟิชเชอร์ (Carrie Fisher), เดซี ริดลีย์ (Daisy Ridley), อดัม ไดรเวอร์ (Adam Driver), จอห์น โบเยกา (John Boyega), ออสการ์ ไอแซก (Oscar Isaac) และ เคลลี่ มารี ทราน (Kelly Marie Tran) คือภาพยนตร์ที่สร้างแรงกระเพื่อมและข้อถกเถียงครั้งประวัติศาสตร์ในหมู่แฟนคลับ ด้วยความกล้าหาญในการ “ทลายขนบความเชื่อดั้งเดิม” (Subverting Expectations) เปิดมิติใหม่ของพลังฟอร์ซ และรื้อสร้างตำนานอัศวินเจไดให้มีความเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาดแผล
เรื่องย่อ: ป้อมปราการฝ่ายต่อต้านถูกปิดล้อม ลุคผู้ปลีกวิเวก และสายใยพลังข้ามจักรวาล
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ใน The Force Awakens: กองกำลังฝ่ายปฐมภาคี (First Order) ภายใต้การนำของผู้นำสูงสุดสโนค และนายพลฮักส์ ได้เปิดฉากไล่ล่ากองยานฝ่ายต่อต้าน (The Resistance) ของนายพลเลอา ออร์กานา อย่างไม่ลดละ ด้วยเทคโนโลยีการติดตามยานผ่านไฮเปอร์สเปซ ทำให้ฝ่ายต่อต้านตกอยู่ในภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้หมดและถูกระดมยิงจนเหลือยานรบเพียงไม่กี่ลำ โพ ดาเมรอน (ออสการ์ ไอแซก) ต้องวางแผนอย่างสิ้นหวัง ขณะที่ ฟินน์ (จอห์น โบเยกา) ร่วมมือกับ โรส ทิโค (เคลลี่ มารี ทราน) ลักลอบเดินทางไปยังเมืองกาสิโนคันโตไบรท์ เพื่อตามหาแฮกเกอร์ฝีมือดีมาช่วยถอดรหัสระบบติดตาม
ในอีกฟากหนึ่งของกาแล็กซี ณ ดาวอัคโต “เรย์” (เดซี ริดลีย์) ได้พบกับ “ลุค สกายวอล์คเกอร์” (มาร์ก แฮมิลล์) ปรมาจารย์เจไดในตำนานเพื่อคืนกระบี่แสงและขอร้องให้เขากลับไปกอบกู้กาแล็กซี ทว่าลุคกลับปฏิเสธอย่างเย็นชาและประกาศว่า “ถึงเวลาแล้วที่เจไดต้องจบสิ้นลง” จากตราบาปความล้มเหลวในอดีตที่เขาเกือบลงมือสังหาร เบน โซโล (ไคโล เรน) หลานชายแท้ๆ จนทำให้เบนถลำลึกเข้าสู่ด้านมืด
ระหว่างอยู่บนเกาะ เรย์ค้นพบว่าจิตของเธอถูกเชื่อมโยงผ่านพลัง (Force Connection) เข้ากับ “ไคโล เรน” (อดัม ไดรเวอร์) ทั้งสองสื่อสารและเริ่มมองเห็นความเปราะบางของกันและกัน เรย์เชื่อมั่นว่ายังมีความดีหลงเหลืออยู่ในตัวไคโล จึงตัดสินใจยอมมอบตัวต่อฝ่ายปฐมภาคีเพื่อไปดึงเขากลับมา นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งสำคัญในห้องบัลลังก์ของสโนค และการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนทิศทางโชคชะตาของทั้งสองขั้วอำนาจตลอดกาล
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
Star Wars: Episode VIII – The Last Jedi (2017) โดดเด่นด้วย สุนทรียศาสตร์งานภาพที่ทรงพลังและการตัดกันของสี (Striking Visual Composition & Color Contrast) ไรอัน จอห์นสัน และผู้กำกับภาพ สตีฟ เยดลิน ใช้การจัดวางองค์ประกอบภาพระดับมาสเตอร์พีซ โดยเฉพาะการใช้สีแดงสด ทั้งในห้องบัลลังก์ของสโนค (Praetorian Guard Fight) และสมรภูมิดาวแร่เกลือเครท (Battle of Crait) ที่มีพื้นผิวเกลือสีขาวปกคลุมแร่สีแดงเลือด ทุกย่างก้าวและการเคลื่อนที่ของสปีดเดอร์จะกรีดพื้นผิวให้กลายเป็นริ้วรอยสีแดงสด เปรียบเสมือนบาดแผลของสงคราม
ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การรื้อสร้างมิติของตัวละคร Luke Skywalker และความซับซ้อนของ Kylo Ren (Character Deconstruction) หนังปฏิเสธการวาดภาพลุคให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ไร้ที่ติ แต่สะท้อนภาพชายชราผู้สิ้นหวังจากความผิดพลาดของตนเอง มาร์ก แฮมิลล์ มอบการแสดงที่ลึกซึ้งและสะเทือนอารมณ์ที่สุดในชีวิต ควบคู่ไปกับ อดัม ไดรเวอร์ ที่ถ่ายทอดไคโล เรน ในฐานะตัวร้ายผู้มีความสับสน สั่นคลอน และโหยหาการยอมรับ ซึ่งเคมีระหว่างเขากับ เดซี ริดลีย์ ยกระดับมิติความสัมพันธ์ของพลังให้มีความเข้มข้นทางอารมณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในแฟรนไชส์
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- การซัดกระหน่ำในห้องบัลลังก์สโนค (The Throne Room Battle): ฉากเรย์และไคโล เรน ผนึกกำลังต่อสู้กับหน่วยพิทักษ์เพรทอเรียนการ์ดที่ออกแบบคิวบู๊ได้อย่างดุดัน สวยงาม และไร้รอยต่อ
- กลยุทธ์ของโฮลโด (The Holdo Maneuver): ฉากรองพลเรือเอกโฮลโดนำยานเข้าชนด้วยความเร็วแสง ที่ใช้ความเงียบสนิท (Total Silence) และภาพโมโนโครมจนสร้างความตื่นตะลึงระดับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
- การปรากฏตัวของปรมาจารย์โยดา: ซีนสนทนาข้างต้นไม้เจไดที่โยดาให้บทเรียนเรื่อง “ความล้มเหลวคือครูที่ดีที่สุด”
- การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายบนดาวเครท (Luke vs. Kylo Ren): กลยุทธ์การฉายภาพพลังข้ามดวงดาว (Force Projection) ของลุค สกายวอล์คเกอร์ ที่สะท้อนหลักปรัชญาเจไดอย่างแท้จริง: สู้เพื่อปกป้องและจุดประกายความหวัง ไม่ใช่เพื่อทำลายล้าง
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Space Opera, Sci-Fi Blockbuster, Star Wars Lore และ Mythological Subversion: ภาคที่กล้าทดลองและมอบมุมมองทางศิลปะที่สดใหม่ที่สุดเรื่องหนึ่งในตระกูลสตาร์ วอร์ส