Bitconned (2023) คริปโตลวง – ภาพลวงตาแห่งยุคตื่นทองคริปโต กลลวงบัตรเดบิต Centra Tech และคำสารภาพหน้าตายของ 18 มงกุฎฟินเทค
ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานสารคดีอาชญากรรมทางการเงิน (Financial True Crime Documentary) การตีแผ่แชร์ลูกโซ่ยุคดิจิทัล และกลโกงวงการคริปโตเคอร์เรนซีมาอย่างต่อเนื่อง Bitconned (2023) คริปโตลวง ผลงานการกำกับของ ไบรอัน สเตอร์เกล (Bryan Storkel จากสารคดีชุด Untold) ทาง Netflix คือภาพยนตร์สารคดีที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่จุดเริ่มต้นของกระแสคลั่งเหรียญดิจิทัล (Crypto Boom) ในช่วงปี 2017 ผ่านเรื่องจริงของการฉ้อโกงระดับตำนานของบริษัทสตาร์ตอัปหลอกลวงนามว่า “Centra Tech” ที่กวาดเงินระดมทุนไปได้มากกว่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เรื่องย่อ: บัตรเดบิตเสมือนจริง สู่มหกรรมการต้มตุ๋นข้ามโลก
เรื่องราวขับเคลื่อนผ่านปากคำและการสัมภาษณ์ตรงของ “เรย์ ทราพานี” (Ray Trapani) หนึ่งในสามผู้ร่วมก่อตั้ง Centra Tech ชายหนุ่มผู้มีความฝันตั้งแต่วัยเด็กว่าอยากเป็นอาชญากรและใฝ่หาเงินทองอย่างรวดเร็วโดยไม่สนวิธีการ เรย์ร่วมมือกับ โซห์รับ ชาร์มา (Sohrab Sharma) และ โรเบิร์ต ฟาร์คัส (Robert Farkas) ในช่วงที่กระแสบิตคอยน์กำลังพุ่งทะยาน ทั้งสามเล็งเห็นช่องว่างทางกฎหมายและความคลั่งไคล้ของผู้คนที่ต้องการรวยทางลัด จึงผุดไอเดียสร้างโปรเจกต์ “Centra Card” บัตรเดบิตที่อ้างว่าสามารถรูดใช้จ่ายคริปโตเคอร์เรนซีได้ทุกร้านค้าทั่วโลกแบบเรียลไทม์
ทว่าความจริงแล้ว Centra Tech ไม่มีเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่จริง ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีพันธมิตรทางธุรกิจ และไม่มีแม้กระทั่งตัวตนของซีอีโอที่นำมาโชว์บนเว็บไซต์ ทั้งหมดคือการสร้างประวัติปลอม ซีอีโอนามว่า “ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์” ถูกสร้างขึ้นมาโดยขโมยรูปถ่ายจากโปรไฟล์ LinkedIn ของคนอื่น เอกสารความร่วมมือกับ Visa และ Mastercard ล้วนเป็นของปลอมที่ตัดต่อขึ้นมาอย่างหยาบๆ
เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือระดับโลก พวกเขาใช้เงินว่าจ้างดาราดังและอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปอย่าง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ (Floyd Mayweather Jr.) และ ดีเจ คาลิด (DJ Khaled) ให้โปรโมตการระดมทุนเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (ICO) จนดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนรายย่อยและวาฬคริปโตหลั่งไหลเข้ามามหาศาล ทว่าความโลภและวิถีชีวิตหรูหราที่เต็มไปด้วยรถสปอร์ต ยาเสพติด และความหวาดระแวงก็เริ่มสะดุดลง เมื่อนักข่าวสายสืบสวนจาก The New York Times เริ่มตั้งข้อสงสัยและขุดคุ้ย ก่อนที่เอฟบีไอ (FBI) จะยื่นมือเข้าทลายเครือข่าย
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
Bitconned (2023) โดดเด่นด้วย ความไร้ยางอายและท่าทีหน้าตายของตัวละครหลัก (Unapologetic & Gripping Anti-Hero Persona) เสน่ห์อันน่าตกใจของสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กลอุบายที่ซับซ้อน แต่อยู่ที่ตัว เรย์ ทราพานี เอง ซึ่งมานั่งเล่าเรื่องราวทั้งหมดหน้ากล้องด้วยความภาคภูมิใจ ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือแม้กระทั่งสำนึกเสียใจ เขายอมรับอย่างเปิดเผยว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก และพร้อมหักหลังเพื่อนร่วมทีมเพื่อแลกกับการรอดพ้นคุก
ความยอดเยี่ยมของสารคดีเรื่องนี้คือ จังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็ว ฉูดฉาด และมีอารมณ์ขันแบบตลกร้าย (Fast-Paced Editing & Darkly Comedic Tone) ไบรอัน สเตอร์เกล ใช้กราฟิกโมชัน การตัดต่อบทสัมภาษณ์ชนกับคลิปวิดีโอส่วนตัวในอดีต แชตบันทึกข้อความ และการโทรศัพท์บันทึกเสียง ทำให้หนังมีกลิ่นอายความเร็วและคลั่งไคล้แบบ The Wolf of Wall Street ผสมผสานกับการสะท้อนภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) ของสังคมยุคใหม่ที่พร้อมจะทิ้งสติสัมปชัญญะเพียงเพราะคำโฆษณาชวนเชื่อ
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- คำสารภาพจากปากผู้ก่อการโดยตรง: การเปิดหน้าเล่ากลโกงตั้งแต่ศูนย์จนถึงวันที่ถูกจับกุมโดยไร้การประดิษฐ์คำพูด
- การเปิดโปงขบวนการ ICO ยุคแรก: ภาพสะท้อนความไร้ระเบียบของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2017 ที่ผู้คนสูญเงินหลายพันล้าน
- บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อก้องโลก: การสะท้อนให้เห็นว่าเซเลบระดับท็อปช่วยสร้างความชอบธรรมให้กลโกงทางการเงินได้อย่างไร
- บทเรียนราคาแพงเรื่องความโลภ: เตือนสติคนดูและนักลงทุนว่าอย่าเชื่อใจเพียงแค่ภาพลักษณ์หรูหราบนโลกออนไลน์
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Financial Crime, True Crime Documentary, Crypto Scam และ Con Artist Stories: สารคดีอาชญากรรมยุคใหม่ที่ดูสนุก ตลกร้าย และเปิดโลกมืดของวงการฟินเทคได้อย่างแสบสัน