22 July (2018) – 22 กรกฎาคม วันมหาโหด โศกนาฏกรรมกราดยิงอูโทย่า สู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในชั้นศาลระดับมาสเตอร์พีซของ พอล กรีนกราสส์
ในฐานะภาพยนตร์แนวดราม่า-อาชญากรรมอิงประวัติศาสตร์เชิงการเมืองระดับเข้มข้น (Historical Political-Crime Drama Masterpiece) ที่เข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำบนเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส 22 July (2018) หรือในชื่อไทย 22 กรกฎาคม วันมหาโหด ผลงานการกำกับ เขียนบท และร่วมอำนวยการสร้างโดย พอล กรีนกราสส์ (Paul Greengrass จาก United 93, Captain Phillips และแฟรนไชส์ Bourne) ดัดแปลงจากหนังสือสารคดี One of Us: The Story of a Massacre in Norway — and Its Aftermath ของ ออสเน ซีเยอร์สตัด (Åsne Seierstad) คือภาพยนตร์ชิ้นเอกที่บันทึกเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของนอร์เวย์ หนังไม่เพียงนำเสนอความสยดสยองในวันเกิดเหตุ แต่ยังเจาะลึกกระบวนการเยียวยาจิตใจและชัยชนะของระบอบนิติรัฐเหนือลัทธิสุดโต่ง ผ่านการแสดงอันทรงพลังของ อันเดอร์ส ดาเนียลเซน ลี (Anders Danielsen Lie) และ โยนัส สแตรนด์ กราฟลี (Jonas Strand Gravli)
เรื่องย่อ: คาร์บอมบ์ใจกลางออสโล สู่การสังหารหมู่บนเกาะอูโทย่า
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 2011 เมื่อ อันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก (Anders Behring Breivik รับบทโดย อันเดอร์ส ดาเนียลเซน ลี) ผู้ก่อการร้ายชาวนอร์เวย์แนวคิดขวาจัดคลั่งลัทธิฟาสซิสต์และต่อต้านผู้อพยพ ได้จุดชนวนระเบิดคาร์บอมบ์ถล่มอาคารรัฐบาลใจกลางกรุงออสโล สร้างความเสียหายอย่างหนักและคร่าชีวิตผู้คนไป 8 ราย
ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังชุลมุน เบรวิกได้ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธสงครามครบมือ นั่งเรือข้ามไปยัง “เกาะอูโทย่า” (Utøya) ซึ่งเป็นสถานที่จัดค่ายเยาวชนฤดูร้อนของพรรคแรงงานนอร์เวย์ ที่มีเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมารวมตัวกันหลายร้อยคน เบรวิกเปิดฉากกราดยิงสังหารเหยื่ออย่างเลือดเย็นและไม่เลือกหน้าเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตบนเกาะถึง 69 ราย
หนึ่งในผู้รอดชีวิตคือ วิลยาร์ แฮนส์เซน (Viljar Hanssen รับบทโดย โยนัส สแตรนด์ กราฟลี) วัยรุ่นหนุ่มที่ถูกยิงเข้าที่ศีรษะและลำตัวถึง 5 นัด เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาเศษกระสุนและต่อสู้กับอาการพิการร่วมกับภาวะซึมเศร้าและบาดแผลทางจิตใจ (PTSD) ขณะเดียวกัน เบรวิกถูกจับกุมและยืนกรานว่าการกระทำของตนคือ “สงครามกอบกู้ยุโรป” เขาเรียกร้องให้ ไกร์ ลิปเปสตัด (Geir Lippestad รับบทโดย ยอน ออยการ์เดน) ทนายความฝ่ายซ้ายมาเป็นผู้แก้ต่างให้ หนังขับเคลื่อนไปสู่การไต่สวนในชั้นศาลที่วิลยาร์ต้องรวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าหาญขึ้นมาเผชิญหน้ากับฆาตกรเพื่อยืนยันว่า ความเกลียดชังไม่มีวันเอาชนะจิตวิญญาณของเสรีภาพได้
สุนทรียะแห่งความสมจริง การชำแหละความเกลียดชัง และพลังของการก้าวข้าม
22 July (2018) โดดเด่นด้วยลายเซ็นการกำกับของ พอล กรีนกราสส์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างความสมจริงระดับสารคดี (Docudrama Realism) หนังเปิดเรื่องด้วยฉากสังหารหมู่ที่มีความยาวราว 30 นาทีแรกอย่างกดดัน บีบหัวใจ และไม่ประนีประนอม แต่สิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดของเรื่องคือการที่กรีนกราสส์เลือกที่จะไม่เชิดชูหรือทำให้ฆาตกรกลายเป็นไอคอน แต่หันไปให้ความสำคัญกับ “ผู้รอดชีวิต” ในช่วงเวลาหลังจากนั้นถึงสองชั่วโมง
ความยอดเยี่ยมสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การปะทะกันทางอุดมการณ์ในชั้นศาล อันเดอร์ส ดาเนียลเซน ลี มอบการแสดงที่เย็นชา ไร้ความสำนึก และน่าสะพรึงกลัวอย่างจับขั้วหัวใจ ขณะที่ โยนัส สแตรนด์ กราฟลี ถ่ายทอดความเจ็บปวดทางกายและจิตใจของการฟื้นฟูร่างกายได้อย่างลึกซึ้ง ฉากให้การของวิลยาร์ในศาลสะท้อนให้เห็นว่า วิธีการตอบโต้ลัทธิก่อการร้ายที่ดีที่สุดไม่ใช่การใช้ความรุนแรงกลับคืน แต่คือการยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม ประชาธิปไตย และการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหวัง
ทำไมถึงเป็นภาพยนตร์ที่คุณต้องไปเป็นพยานด้วยตัวเอง?
- ผลงานกำกับระดับมาสเตอร์พีซของ พอล กรีนกราสส์: ผู้กำกับสายสมจริงที่ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมประวัติศาสตร์ได้อย่างเคารพและทรงพลัง
- การแสดงสะกดอารมณ์ของ อันเดอร์ส ดาเนียลเซน ลี: บทบาทผู้ก่อการร้ายขวาจัดที่เล่นได้ลึก นิ่ง และน่าขนลุก
- การถ่ายทอดกระบวนการเยียวยาจิตใจหลังเหตุรุนแรง: เรื่องราวของเหยื่อผู้รอดชีวิตที่ลุกขึ้นสู้กับบาดแผล PTSD และความพิการ
- การชำแหละภัยคุกคามของลัทธิขวาจัดสุดโต่ง: ภาพสะท้อนปัญหาการเมืองร่วมสมัยที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมโลก
- ผลงานขึ้นหิ้งสำหรับคอหนัง Drama, Crime, History, Political, Courtroom, Netflix: ภาพยนตร์สะท้อนความจริงที่กระแทกอารมณ์และมอบบทเรียนสำคัญให้แก่สังคม