ในปี 2018 วงการภาพยนตร์ได้เห็นการรีบูตตัวละครหญิงแกร่งระดับตำนานอย่าง “ลาร่า ครอฟต์” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบที่แตกต่างออกไป Tomb Raider (2018) ไม่ได้ขายความแฟนตาซีที่เกินจริง แต่เลือกที่จะพาเราไปสัมผัสกับจุดเริ่มต้นของความแกร่งที่แลกมาด้วยบาดแผลและหยาดเหงื่อ
เรื่องย่อ (Synopsis)
Tomb Raider (2018) พาผู้ชมไปรู้จักกับ ลาร่า ครอฟต์ (Lara Croft) ในวัย 21 ปี ผู้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและปฏิเสธที่จะสืบทอดอาณาจักรทางธุรกิจของพ่อที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อหลายปีก่อน ทว่าเมื่อเธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับปริศนาการหายตัวไปของพ่อ การผจญภัยครั้งแรกจึงเริ่มต้นขึ้นบนเกาะร้างอันห่างไกลในประเทศญี่ปุ่น
เธอต้องเผชิญหน้ากับองค์กรลับ “ไตรนิตี้” (Trinity) ที่หวังจะใช้ความลับโบราณบนเกาะแห่งนี้เป็นอาวุธครองโลก ลาร่าไม่มีอาวุธครบมือ ไม่มีประสบการณ์การสู้รบที่โชกโชน เธอมีเพียงไหวพริบ ความเชื่อมั่น และสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดที่ถูกบีบเค้นออกมาจนถึงขีดสุด เพื่อไขปริศนาสุสานโบราณและปกป้องโลกจากภัยร้ายที่มองไม่เห็น
มุมมองวิจารณ์: ทำไมเวอร์ชันนี้ถึง “ควรค่าแก่การรับชม”? (Expert’s Insight)
ในฐานะคนทำงานสายภาพยนตร์ ผมมองว่าความโดดเด่นของเวอร์ชันนี้คือ:
- ความสมจริงของตัวละคร (Grounded Character): อลิเซีย วิกันเดอร์ (Alicia Vikander) ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของลาร่าออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เธอไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นมนุษย์ที่เจ็บเป็น ล้มเป็น และต้องดิ้นรนเพื่อยืนหยัด
- ฉากแอ็กชันที่บีบคั้น (Visceral Action): งานกำกับภาพและสแตนท์เน้นความสดและดิบ (Raw) ทำให้ทุกฉากการหนีตายและการต่อสู้ดูสมจริงและน่าเอาใจช่วยอย่างมาก
- โครงสร้างการเล่าเรื่อง (Pacing): หนังมีการไต่ระดับความกดดันได้ดี ตั้งแต่การไขปริศนาในลอนดอนไปจนถึงการผจญภัยสุดระทึกในสุสานใต้ดิน
บทสรุปจากมุมมองนักวิจารณ์: “Tomb Raider (2018) คือจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับใครที่อยากเห็นด้านที่เป็นมนุษย์ของตำนานผู้นี้ มันคือหนังผจญภัยที่ผสมผสานความตื่นเต้นเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการเอาชีวิตรอดได้อย่างทรงพลัง หากคุณชื่นชอบการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและปริศนาโบราณ นี่คือภาพยนตร์ที่คุณต้องเก็บไว้ในคอลเลกชัน”